วันพุธที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2556

บทที่ 1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับบุคลิกภาพ

ความหมายของบุคลิกภาพ คำว่า “บุคลิกภาพ” เป็นคำที่ใช้กันแพร่หลายจนเกือบกล่าวได้ว่าแต่ละบุคคลที่ใช้คำว่า “บุคลิกภาพ” มีคำจำกัดความของตนเองเกี่ยวกับคำนี้ เช่น ถ้าจะถามคำถามโดยสุ่มตัวอย่างจากคนทั่วไปให้อธิบายคนที่มี “บุคลิกภาพดี” และคนที่มี “บุคลิกภาพไม่ดี” คือบุคคลอย่างไร จะได้คำตอบที่แตกต่างกัน สำหรับนักจิตวิทยาที่ศึกษาเกี่ยวกับ “บุคลิกภาพ” มีความจำเป็นที่จะใช้คำจำกัดความของคำว่าบุคลิกภาพที่ตนเองเลื่อมใสด้วย บุคลิกภาพ ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Personality มาจากรากศัพท์ภาษากรีก คือ Persona (Per + Sonar) ซึ่งหมายถึง Mask แปลว่าหน้ากากที่ตัวละครใช้สวมใส่ในการเล่นเป็นบทบาทแตกต่างกันไปตามได้รับ (นักศึกษาจะแก้บุคลิกและนิสัยที่ไม่ดีบางอย่างของตัวเราได้อย่างไร?, เราจะป้องกันบุตรหลานของเราไม่ให้เป็นคนเปราะบางหรือมีนิสัยบางอย่างที่ไม่น่ารัก ไม่น่าคบได้อย่างไร?, ทำไมเรารู้สึกชื่นอกชื่นใจเมื่ออยู่ใกล้ ๆ คนบางคน,คนชนิดไหนที่เราอยากเลือกเป็นเพื่อนสนิทหรือคู่รักของเรา, ตัวของเราเหมาะสมกับงานประเภทใด (ที่มา ศ.ดร.ศรีเรือน แก้วกังวาล) ความหมายหรือคำจำกัดความของคำว่า “บุคลิกภาพ” ที่ยอมรับโดยทั่วไป คือคุณลักษณะ ที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคลแสดงออกโดยพฤติกรรมที่บุคคลนั้นมีต่อสิ่งแวดล้อมที่ตนกำลังเผชิญอยู่ และพฤติกรรมนี้จะคงเส้นคงวาพอสมควร นักจิตวิทยาหลายท่านได้ให้คำจำกัดความของคำว่า “บุคลิกภาพ” ไว้ดังนี้ คลักฮอห์น (Kluckhohn) ได้กล่าวว่าบุคลิกภาพของมนุษย์ทั่วไปจะมีลักษณะร่วม ที่เหมือนกันในฐานะเป็นมนุษย์ และจะมีลักษณะส่วนหนึ่งที่คล้ายกับทุกคนในสังคมและวัฒนธรรมที่ตนเป็นสมาชิก แต่ขณะเดียวกันจะมีคุณสมบัติที่พิเศษเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร เช่น คนไทยคนใดคนหนึ่งจะมีบุคลิกภาพส่วนตัวร่วมกับ “มนุษย์” โดยทั่วไป และจะมีบุคลิกภาพของตน ออลฟอร์ต (Allphort) ให้คำจำกัดความของคำว่า “บุคลิกภาพ” ว่าเป็นการจัดและรวบรวมเกี่ยวกับระบบทางร่างกายและจิตใจ (Psychophysical systems) ภายในตัวของแต่ละบุคคล และจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ยังส่งผลให้แต่ละคนมีการปรับตัวต่อสิ่งแวดล้อมที่เป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำ แบบใคร ฮิลการ์ด (Hilgard) ได้ให้ความหมายของบุคลิกภาพว่า หมายถึงลักษณะส่วนรวมของบุคคลแต่ละคนอันเป็นแนวทางในการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม ซึ่งแต่ละคนมีรูปแบบของ การแสดงออกของพฤติกรรมต่าง ๆ กัน เบอร์นาร์ด (Bernard) ได้ให้ความหมายของบุคลิกภาพว่า หมายถึง ผลรวมทั้งหมดของท่าทาง รูปร่างลักษณะทางกาย พฤติกรรมที่แสดงออก แนวโน้มการกระทำ ขอบเขตความสามารถทั้งที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในและที่แสดงออกมา ฮาร์ดแมน (Hartman) ได้ให้ความหมายของบุคลิกภาพว่า หมายถึง ส่วนรวมทั้งหมดที่บุคลิกแสดงออกโดยกิริยาอาการ ความนึกคิด อารมณ์ นิสัยใจคอ ความสนใจ การติดต่อกับผู้อื่น ตลอดจนรูปร่างหน้าตา การแต่งกาย และความสามารถในการอยู่ร่วมกับบุคคลอื่น บุคลิกภาพ หมายถึง คุณลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคล แสดงออกโดยพฤติกรรมที่บุคคลนั้นมีต่อสิ่งแวดล้อมที่ตนกำลังเผชิญอยู่ และพฤติกรรมนี้จะคงเส้นคงวาพอสมควรลักษณะของแบบแผนพฤติกรรมและแบบแผนการคิดที่เป็นตัวกำหนดลักษณะเฉพาะบุคคลในการปรับตัวกับสิ่งแวดล้อม มนุษย์แต่ละคนมีบุคลิกภาพที่แตกต่างกัน ไม่มีใครเหมือนกันไปทุกอย่าง แม้พี่น้องหรือฝาแฝดก็ตาม ทั้งนี้เพราะมนุษย์แต่ละคนมีความพิเศษและความเป็นหนึ่งในตัวขอแต่ละคน (Unique) จากการศึกษาพบว่าบุคลิกภาพ มีความหมายถึง ลักษณะพฤติกรรมโดยรวมของแต่ละบุคคล ที่แสดงออกท่าทาง ทางความคิด ทางอารมณ์ ได้แก่ การแสดงท่าทาง กิริยา มารยาท การแต่งกาย ความนึกคิด ความเฉลียวฉลาด ความมีน้ำใจ ความเข้าใจ ความสำรวม การแสดงอารมณ์ การวางตนในการสมาคม ซึ่งเหล่านี้จะมีอิทธิพลต่อผู้พบเห็นโดยทั่วไปบุคลิกภาพของมนุษย์จะแสดงลักษณะของบุคคลนั้น ๆ ในด้านต่อไปนี้ 1. ความมีเอกลักษณ์เฉพาะตน (Individuality) ลักษณะที่ทำให้คนนั้นแตกต่างไป จากคนอื่น ๆ เช่น พูดจาโผงผา โอบอ้อมอารี หรือรักสนุก ฯลฯ 2. ความคงเส้นคงวา (Consistency) ของพฤติกรรม เป็นแนวโน้มที่บุคคลมักแสดงพฤติกรรมในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งทุกครั้งหรือบ่อยครั้ง เช่น บางคนเวลาโกรธจะเงียบไม่ยอมพูดจา หรือบางคนโกรธแล้วชอบกรีดร้องและทำลายขว้างปาสิ่งของ เป็นต้น พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 บุคลิกภาพ หมายถึงสภาพสิันจําเพาะคน สรุป บุคลิกภาพ หมายถึงลักษณะโดยรวมของแต่ละบุคคลหรือลักษณะเฉพาะตัวของบุคคลในด้านต่าง ๆทั้งลักษณะภายในและภายนอกและปัจจัยต่างๆอันมีอิทธิพลต่อความรู้สึกของผู้พบเห็น ส่วนภายนอก คือส่วนที่มองเห็นชัดเจน เช่น รูปร่าง หน้าตา กิริยามารยาท การแต่งตัว วิธีพูดจา การยืน การนั่ง ฯลฯ ส่วนภายใน คือส่วนที่มองเห็นได้ยาก แต่อาจทราบได้โดยการอนุมาน เช่น สติปัญญา ความถนัด ลักษณะอารมณ์ประจำตัว ความใฝ่ฝันปรารถนา ปรัชญาชีวิต ค่านิยม ฯลฯ ลักษณะทั่วไปของบุคลิกภาพ โดยทั่วไปนักจิตวิทยาได้แบ่งบุคลิกภาพของบุคคลไว้ 2 ประเภท คือ 1. บุคคลที่มีบุคลิกภาพเปิดเผย (Extrovert) คือ บุคคลที่ชอบที่จะแสดงตัวเองต่อสังคม ต้องการการยอมรับ ชอบที่จะเป็นผู้นำ และเข้ากับผู้อื่นได้ง่าย มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ไม่ค่อยเก็บความรู้สึก 2. บุคคลที่มีบุคลิกภาพเก็บตัว (Introvert) คือ บุคคลที่ไม่กล้าแสดงออก ชอบที่จะเก็บตัวเอง เป็นนักคิดนักฝัน เก็บความรู้สึกได้ดี มักเป็นคนเจาอารมณ์ มีความวิตกกังวลและค่อนข้างมองโลกในแง่ร้าย ขอบข่ายของบุคลิภาพ 1. ลักษณะทางกาย ได้แก่ รูปร่าง รูปทรง หน้าตา ผิวพรรณ สีผล ความสูง น้ำหนัก ท่าทาง ความปกติขงอวัยวะ ความสมดุลย์ของโครงสร้างร่างกาย กิริยาท่าทาง 2. ลักษณะทางใจ ได้แก่ อารมณ์ สติปัญญา ความจำ จินตนาการ ความถนัด ความสนใจ ความตั้งใจ การคิดด้วยเหตุผลการตัดสินใจ ความอดทน ความเบื่อหน่าย ความโกรธ ความมีน้ำใจ ความกล้า ความกังวล การตกใจ การมีคุณธรรม 3. ลักษณะทางการพูด ได้แก่ การใช้ภาษาพูด การเปล่งเสียง การสื่อสาร ประโยชน์ของการพัฒนาบุคลิกภาพ 1. การมีภาพลักษณ์ที่ดี 2. การเป็นที่ยอมรับของบุคคลอื่น 3. ความเจริญในการงาน ความสําคัญของการเรียนรู้บุคลิกภาพ บุคลิกภาพ มีความสําคัญต่อการดํารงชีวิตในสังคมเป็นอย่างมากดังจะพิจารณาได้จากประเด็น ดังนี้ 1. ความมั่นใจ ผู้มีบุคลิกภาพดีจะมีความมั่นใจในการแสดงออกมากขึ้น และมีโอกาสที่จะประสบความสําเร็จจึงมีมากขึ้น 2. การยอมรับของกลุ่มผู้ที่มีบุคลิกภาพดีย่อมเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป และต้องการที่จะให้อยู่ในกลุ่ม 3. การปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่น การที่เรารู้บุคลิกภาพของผู้อื่น ทําให้เราสามารถปรับตัวเข้ากับบุคคล และสถานการณ์ได้ดีขึ้น รวดเร็วขึ้น ง่ายขึ้น 4. ความสําเร็จ ผู้ที่มีบุคลิกภาพดีจะได้เปรียบคนอื่นเสมอ เพราะสามารถสร้างความศรัทธาน่าเชื่อถือแก่ผู้พบเห็น ได้รับความร่วมมือและการติดต่อด้วยดีช่วยให้ทํางานได้สําเร็จง่ายขึ้น 5. เอกลักษณ์ของบุคคล บุคลิกภาพทําให้คนมีลักษณะเฉพาะตัวซึ่งสามารถใช้เป็นแบบอย่างที่ดีและแบบอย่างที่ไม่ดีได้ องค์ประกอบและโครงสร้างของบุคลิกภาพ 1. ลักษณะทางกายได้แก่รูปร่าง หน้าตาสัดส่วน ผิวพรรณ สีผมความสูง น้ําหนักเป็นลักษณะประจําตัวของบุคคล 2. ลักษณะทางใจ ได้แก่ความคิดความจํา จินตนาการความสนใจความตั้งใจการตัดสินใจสติปัญญาเป็นเรื่องเกี่ยวกับสมอง 3. อุปนิสัยได้แก่ความสุภาพอ่อนโยน ความซื่อสัตย์เชื่อถือได้ความเคารพสิทธิส่วนบุคคลไม่เห็นแก่ตัวมีศีลธรรมจรรยาซึ่งเป็นกิริยาที่สอดคล้องกับสภาพของสังคม 4. อารมณ์ได้แก่ความรู้สึกแห่งจิตที่ก่อให้เกิดอาการต่างๆเช่น ตื่นเต้น ตกใจโกรธกล้าหาญหวาดกลัวร่าเริง หดหู่ หงุดหงิดวิตกกังวล ฯลฯ 5. การสมาคมคือกิริยาท่าทีอาการที่บุคคลแสดงต่อผู้อื่น เช่น เป็นคนชอบคบหาสมาคมกับผู้อื่นหรือเป็นคนเก็บตัวเห็นใจผู้อื่น ไม่แยแสผู้อื่น ฯลฯ ซิกมันด์ ฟรอยด์ โครงสร้างของบุคลิกภาพ ซิกมันด์ ฟรอยด์ ได้แบ่งโครงสร้างทางบุคลิกภาพของมนุษย์ออกเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วย อิด (Id) อีโก (Ego) และซุปเปอร์อีโก (Superego) อิด (Id) เป็นส่วนประกอบพื้นฐานของบุคลิกภาพ ประกอบด้วยลักษณะทางจิตทุกอย่างที่มีมาแต่กำเนิด เป็นแหล่งพลังทางจิต (psychic energy) รวมถึงพลังทางเพศ ที่ฟรอยด์ เรียกว่า ลิบิโด (libido) รวมทั้งสัญชาตญาณต่าง ๆ ด้วย อิดเป็นส่วนที่ไม่มีเหตุผล (irrational) และทำงานตามหลักความพอใจ (pleasure principle) เนื่องจาก อิดจะไม่ทนทานต่อการเพิ่มพลังงานที่เกิดจากความกดดัน ดังนั้น เมื่อมีความเครียด อิดจำเป็นต้องขจัดความเครียด โดยใช้หลักแห่งความพอใจ (pleasure principle) เพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บปวด การทำงานของอิดประกอบด้วย 2 กระบวนการ คือ ปฏิกิริยาสะท้อน (reflex action) ซึ่งเกิดโดยอัตโนมัติและมีมาตั้งแต่เกิด เช่น การจาม การกะพริบตา เป็นต้น ส่วนกระบวนการที่สอง คือ กระบวนการปฐมภูมิ (primary process) เป็นปฏิกิริยาทางจิตที่พยายามลดความตึงเครียด โดยการวาดมโนภาพของวัตถุ เป็นการเคลื่อนย้ายความตึงเครียด วิธีนี้เป็นการชะลอความตึงเครียดเท่านั้น ไม่สามารถขจัดความ ตึงเครียดได้จริง อีโก (Ego) เป็นส่วนของจิตที่เกิดจากความต้องการ ที่จะตอบสนองความต้องการตามโลกแห่งความเป็นจริง อีโกเป็นส่วนที่ทำหน้าที่ให้บุคคลมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ อย่างมีเหตุผลและตามความเป็นจริง อีโกจึงทำงานบนฐานแห่งความเป็นจริง (reality principle) ซึ่งเป็นกระบวนการทุติยภูมิ (secondary process) โดยพยายามควบคุม อิด (Id) ให้อยู่ในร่องในรอย ซุปเปอร์อีโก (Superego) เป็นความรู้สึกนึกคิด ที่เกิดขึ้นภายในใจของบุคคล เป็น มโนธรรมซึ่งประกอบด้วย ค่านิยม ศีลธรรม ประเพณี และอุดมคติของสังคม ที่บุคคลได้รับถ่ายทอดจากพ่อแม่ ซุปเปอร์อีโกจึงทำหน้าที่อยู่บนฐานของอุดมคติ มีเป้าหมายที่จะควบคุมหรือยับยั้งแรงกระตุ้นจากอิด และหว่านล้อมให้อีโกเปลี่ยนเป้าหมายแห่งความเป็นจริงเป็นคุณธรรม ตลอดจนพยายามเหนี่ยวนำให้เกิดความสมบูรณ์ในตนเอง การพิจารณาบุคลิกภาพ การพิจารณาบุคลิกภาพมักจะพิจารณา 3 อย่างดังนี้ 1. อุปนิสัยของบุคคล ที่สำคัญ ได้แก่ 1.1. ความกล้ากับความรอบคอบ คนกล้าตัดสินใจเร็ว เพื่อการกระทำต่อสู้แต่ละคนรอบคอบจะไม่ตัดสินใจอะไร จะหาลู่ทางถี่ถ้วน เชื่องช้า แต่ได้ผลสมบูรณ์ 1.2. ความเยือกเย็นกับความเจ้าอารมณ์ คนเยือกเย็นไม่มีการวินิจฉัยปัญหาด้วยอารมณ์ คนเจ้าอารมณ์จะแสดงออกมา โกรธง่ายหายเร็ว 1.3. การคิดการณ์ไกล กับการคิดเฉพาะหน้า ผู้คิดการไกลจะไม่ยอมรับผลเฉพาะหน้า ตัดสินใจช้า รอบคอบ ส่วนคนคิดเฉพาะหน้าจะไม่รั้งรออะไรตัดสินใจเร็ว โดยไมมีการวางแผนล่วงหน้า ถ้าไม่ทำก็เลิกทำไปเลย 1.4 .การฝักใฝ่ทางศิลปะกับการเป็นนักปฎิบัติ คนที่เป็นนักศิลปะจะมีความอ่อนไหว รักวัยงาม บางครั้งจะเจ้าอารมณ์ เอาแต่ใจ ส่วนนักปฏิบัติการไม่คำนึงถงความงาม คิดถึงผลประโยชน์อย่างรวดเร็ว 2. คุณสมบัติประจำตัว ลักษณะประจำตัวจึงมีเขตกว้างขวางอย่างอุปนิสัยมาก ลักษณะประจำตัวหมดโดยส่วนรวมของแต่ละคน ถือว่า เป็นบุคลิกภาพของบุคคลนั้นๆ 3. บทบาทของบุคคล ทุกคนที่มีสถานภาพ มีตำแหน่ง หน้าที่ และมีบทบาท คนที่แสดงบทบาทที่เหมาะสมย่อมแสดงผลให้คนๆนั้นเป็นคนที่มีบุคลิกภาดี ถ้าบทบาทไม่ขัดแย้งกันก็จะไม่มีปัญหาขัดแย้งกันนัก แต่ถ้าขัดแย้งก็จะมีปัญหาทางบุคลิกภาพ บางอย่างถ้าหนักเลยต้องลดการแสดงบางอย่าง (ที่มานิตยสาร ชีวจิต) การเรียนรู้ทางสังคมและการพัฒนาบุคลิกภาพ ในยุคปัจจุบันได้มีการศึกษาบุคลิกภาพอย่างเป็นวิทยาศาสตร์แต่การศึกษาโดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น ก็ยังไม่สามารถอธิบายบุคลิกภาพของมนุษย์ได้ถี่ถ้วนทุกแง่มุม วิชาการพัฒนาบุคลิกภาพในยุคแรก ๆ ผู้ประกาศทฤษฎีบุคลิกภาพส่วนใหญ่ มักได้รับการศึกษาอบรมและประกอบอาชีพนายแพทย์และจิตแพทย์ส่วนเป็นส่วนใหญ่ เช่น ฟรอยดื และ จุง เป็นต้น คำอธิบายเกี่ยวกับทฤษฎีบุคลิกภาพในยุคต้นๆจึงมักจะได้ข้อมูลจากการสังเกตศึกษาบุคคลในคลีนิก ซึ่งบุคคลเหล่านี้มักอยู่ในสภาพหรือมีลักษณะเป็นผู้มีอารมณ์หวั่นไหวไมมั่นคงอย่างหนักในระยะต่อ ๆ มา บุคคลที่มีความสามารถในวิชาชีพอื่น ๆ ก็ได้ลงมือศึกษาวิชาบุคลิกภาพเช่นกันเพราะทฤษฎีเกี่ยวกับบุคลิกภาพที่ได้ศึกษาค้นคว้ามายังไม่เพียงพอที่จะเข้าใจมนุษย์ในทุกรูปแบบได้ บุคคลอื่นๆที่นำมาเสนอพอเป็นตัวอย่าง อาทิ นักวิทยาศาสตร์(เช่น ไอแซงค์) นักสังคมวิทยา(เช่น ฟรอมม์) นักสถิติ (เช่น แคทเทลล์) และนักจิตวิทยาสาขาต่างๆ โดยตรง (เช่น สกินเนอร์และโรเจอร์) ข้อมูลคือบุคคลที่นำมาเป็นแบบเพื่อศึกษาก็ขยายประเภทไปอย่างกว้างขวาง คือไปสู่บุคคลปกติธรรมดาทั้งเด็กและผู้ใหญ่บ้าง บุคคลผู้มีชื่อเสียงเป็นผู้นำทางความคิดในประวัติศาสตร์บ้าง บุคคลที่ได้รับคำยกย่องในสายวิชาชีพต่างๆบ้าง ชนกลุ่มล้าหลัง เช่น ชาวเกาะ ชาวอินเดียนแดง ชาวเขา ฯลฯ ส่วนวิธีการศึกษาก็มีความละเอียดละออ สลับซับซ้อน ประณีตมากขึ้น ๆ ผลที่ได้จากพัฒนาการวิชาการนี้ก็คือ เกิดแนวคิดเกี่ยวกับบุคลิกภาพของมนุษย์มากมายหลายทฤษฎีสุดจะพรรณนาได้หมดสิ้น ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อบุคลิกภาพ 1. พันธุกรรม สิ่งที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมส่วนมากนั้นเป็นลักษณะทางกาย เช่น ความสูงต่ำ ลักษณะเส้นผม สีของผิว ชนิดของโลหิต โรคภัยไข้เจ็บบางชนิด และข้อบกพร่องทางร่างกายบางชนิด เช่น ตาบอดสี ศีรษะล้าน นิ้วเกิน มือติดกัน ฯลฯ สำหรับลักษณะทางกาย ดังกล่าวนี้ เป็นอิทธิพลของพันธุกรรมที่มีต่อบุคลิกภาพของแต่ละบุคคลทั้งสิ้น นอกจากนี้ นักจิตวิทยาบางท่าน เช่น เครชเมอร์ (Kretschmer) และเชลดอน (Sheldon) ได้กล่าวไว้ว่า ลักษณะทางกายสามารถบ่งบอกถึงลักษณะทางจิตในบางประการได้ เช่น พวกที่มีร่างกายผอมสูง แขนขายาว มักจะไม่ทุกข์ร้อน ชอบคิดฝัน แต่ถ้าจิตใจผิดปกติก็จะมีแนวโน้มที่จะแยกตัวเองออกจากสังคม และมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคจิตเภท (Schizophrenia) เป็นต้น อย่างไรก็ตามพัฒนาการไม่ว่าจะเป็นพัฒนาการทางร่างกาย พัฒนาการทางบุคลิกภาพ ล้วนอยู่ใต้อิทธิพลทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อม ๆ กัน เพียงแต่ว่าพัฒนาการบางชนิดอยู่ใต้อิทธิพลทางพันธุกรรมมากกว่าสิ่งแวดล้อม หรือสิ่งแวดล้อมมากกว่าพันธุกรรม 2. สิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลต่อพัฒนาการของมนุษย์ ทั้งพัฒนาการทางกาย ทางจิตใจและบุคลิกภาพ สำหรับสิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลมากที่สุดต่อพัฒนาการของมนุษย์ก็คือบุคลิกภาพอื่น ๆ รอบ ๆ ตัวเรา ครอบครัว กลุ่มคน และวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมที่เป็นมนุษย์ คนอื่น ๆ นี้ จะมีอิทธิพลอย่างมากมายต่อการพัฒนาทางบุคลิกภาพ ทัศนคติ และพฤติกรรม ทางสังคมของมนุษย์ สำหรับลักษณะต่าง ๆ ของบุคลิกภาพของแต่ละบุคคลนั้น สามารถพัฒนาจากการเรียนรู้ทางสังคมที่มีอิทธิพลต่อพัฒนาการของบุคลิกภาพของแต่ละบุคคล ได้แก่ ครอบครัว โรงเรียน กลุ่มคนประเภทต่าง ๆ สังคม และวัฒนธรรม นอกจากนี้ นักจิตวิทยาพัฒนาการเชื่อว่า การถ่ายทอดลักษณะทางสังคมจากคนรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่งนี้ ทำได้โดยผ่านตัวแทนกลุ่มตัวอย่าง เช่น บิดาหรือมารดาจะถ่ายทอดให้บุตร ครูถ่ายทอดให้นักเรียน พี่ให้น้อง เพื่อนให้เพื่อน เป็นต้น การถ่ายทอดทางสังคมนี้ ส่วนมากเกิดจากการเรียนรู้และการเลียนแบบ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็กอาจจะตั้งใจสอนเด็ก ให้รู้จักมารยาทและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ทางสังคมทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ เกิดการปฏิบัติตาม แต่มีบางครั้งที่ไม่จงใจสอนแต่เด็กก็เรียนรู้โดยบังเอิญ เช่น การมีทัศนคติต่อคนประเภทต่าง ๆ หรือการมีบุคลิกภาพบางประเภท ก็อาจจะเกิดจากการได้รับความสนับสนุนโดยบังเอิญจากบุคคลอื่นเช่นกัน นอกจากนี้ การเลียนแบบยังเป็นการเรียนรู้ทางสังคมที่สำคัญที่สุดอีกวิธีหนึ่ง ซึ่งสามารถอธิบายการถ่ายทอดทางวัฒนธรรมและการกระทำต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี เช่น การปลูกฝังค่านิยมทางสังคม การสร้างลักษณะทางบุคลิกภาพต่าง ๆ ตลอดจนถึงการมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี และการบังคับตนเอง 3.3 ช่วงเวลาในชีวิตของบุคคล แสดงถึงระดับการพัฒนาการทางร่างกายและจิตใจ อันเกิดจากอิทธิพลร่วมระหว่างพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ระดับพัฒนาการนี้จะเริ่มมีขึ้นตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิในครรภ์ของมารดา อิริคสันเชื่อว่าการพัฒนาบุคลิกภาพของมนุษย์นั้น มิได้หยุดอยู่แค่วัยเด็ก แต่มีการพัฒนาลักษณะต่าง ๆ ของบุคลิกภาพอย่างเป็นลำดับตลอดช่วงชีวิต วัยทารกหรือขวบปีแรกของชีวิต จะเป็นวัยที่เพาะลักษณะความไว้วางใจบุคคลอื่น ซึ่งจะเป็นลักษณะถาวรของบุคคลต่อไป บุคลิกภาพอื่น ๆ เช่น ความเป็นอิสระ ความคิดริเริ่ม ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ความขยันหมั่นเพียร ความเข้าใจและรู้จักตนเอง ความเต็มใจที่จะผูกพันกับบุคคลอื่น ความสามารถในการสร้างหลักฐาน และทำประโยชน์ให้แก่ตนเอง และบุคคลอื่น ความมั่นคงสมบูรณ์ในตนตลอดทั้งความเชื่อในคุณค่าของการทำประโยชน์ให้กับมวลชนก็จะเกิดผลมากน้อยในช่วงต่าง ๆ ของชีวิตบุคคลเป็นลำดับจนถึงช่วงสุดท้ายคือวัยสูงอายุ ช่วงที่ผู้มีอายุบางคนมีลักษณะรักเกียรติศักดิ์ของตนเอง บางคนกลับมีความสิ้นหวังในชีวิต มองไม่เห็นความหมายในการดำรงชีวิต ฯลฯ ช่วงเวลาในชีวิตของบุคคลจึงมีความสำคัญต่อพัฒนาการของบุคลิกภาพของบุคคลนั้น ๆ อย่างยิ่ง บุคลิกภาพของบุคคลประกอบด้วยสิ่งต่าง ๆ ดังนี้ • ด้านกายภาพ หมายถึง รูปร่างหน้าตา ทรวดทรง ท่าทาง การแต่งกาย การเดิน เป็นต้น บุคลิกภาพด้านกายภาพนี้เป็นสิ่งที่ผู้อื่นมองเห็นได้ • ด้านวาจา หมายถึง การใช้ถ้อยคำ น้ำเสียง ซึ่งผู้อื่นจะรับรู้ได้โดยการฟัง ลักษณะต่าง ๆ สะท้อน บุคลิกภาพด้านนี้เช่น การพูดไม่เข้าหูคน การพูดจากระโชกโฮกฮาก การพูดจาน่าฟัง เป็นต้น บุคลิกภาพทางวาจาที่ดีย่อมหมายถึงการพูดจาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล น่าฟังเป็นมิตร และได้สาระ • ด้านสติปัญญา หมายถึง ความสามารถทางการคิดด้านปัญหา ไหวพริบ ความสามารถที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม คิดเป็น รู้จักคิด คิดแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี แสดงออกหรือสนองตอบผู้อื่นได้อย่าง “ทันกัน” และ “ทันกาล” • ด้านอารมณ์ หมายถึง การมีอารมณ์ดี คงเส้นคงวา ไม่วู่วามเอาแต่อารมณ์ ฉุนเฉียว โกรธง่าย หรือบางคนมีอารมณ์ร่าเริงมากกว่าอารมณ์อื่น หรือบางคน เครียด เศร้า ขุ่นมัว หม่นหมองอยู่เสมอ • ด้านความสนใจและเจตคติ แต่ละคนย่อมแตกต่างกันไป บางคนไม่สนใจการเมือง ซึ่งบางคนมีความสนใจหลากหลายไม่สนใจเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียว • ด้านการปรับตัว มีผลต่อลักษณะของบุคลิกภาพ ถ้าใช้แบบที่ดีมีพฤติกรรมที่เหมาะสม สังคมยอมรับ จะอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ตรงกันข้ามถ้าปรับตัวไม่ดีวางตัวในสังคมไม่เหมาะสม ย่อมมีผลเสียต่อบุคลิกด้านอื่น ๆ ไปด้วย คำถามท้ายบท 1. บุคลิกภาพหมายถึงอะไร จะแก้บุคลิกและนิสัยที่ไม่ดีบางอย่างของตัวเราได้อย่างไร? 2. เราจะป้องกันตัวเราไม่ให้เป็นคนเปราะบางหรือมีนิสัยบางอย่างที่ไม่น่ารัก ไม่น่าคบได้อย่างไร? 3.ทำไมเรารู้สึกชื่นอกชื่นใจเมื่ออยู่ใกล้ ๆ คนบางคน?

Personality Development

เอกสารประกอบการสอน วิชา การพัฒนาบุคลิกภาพ (๙๐๕-๑๐๓) (Personality Development) ....................................................................... ๑.คำอธิบายรายวิชา(Course Description) ความหมายและความสำคัญของการพัฒนาบุคลิกภาพ ทฤษฎีทางจิตวิทยาเกี่ยวกับการพัฒนาและการประเมินบุคลิกภาพ สุขภาพจิตและการปรับตัว การพัฒนาบุคลิกภาพด้านการแต่งกาย การใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร การคิดสร้างสรรค์ มารยาททางสังคม ความฉลาดทางอารมณ์ การเสริมสร้างมนุษยสัมพันธ์ ความเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี Concepts and importance of personality development, psychological theories of personality development and personality assessment, mental health and adjustment, Personality development in clothing, language for communication, creativity, social etiquette, emotional quotient, human relations, Leadership and followership ๒.จุดมุ่งหมายของรายวิชา(Course Objective) 1. เพื่อให้นักศึกษามีความรู้ รู้ความหมายและความสำคัญของบุคลิกภาพและมีความรู้เกี่ยวกับวิธีการพัฒนาบุคลิกภาพทุกๆ ด้าน 2. เพื่อให้นักศึกษาสามารถนำความรู้ต่าง ๆ จากการเรียนไปพัฒนาบุคลิกภาพของตนเองและผู้อื่น 3. เพื่อให้นักศึกษามีแนวคิดการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและพัฒนาบุคลิกภาพในทางที่ดีขึ้น ๓. จุดประสงค์เชิงคุณธรรม (Course Management) สามารถนำความรู้ ทักษะ การแต่งกายไปประยุกต์ให้เหมาะสมกับสถานที่ ในการดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง ซื่อสัตย์ มีธรรมาภิบาลและสัมมาชีพได้

วันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2556

ความแตกต่างของบุคลิกภาพ

ความแตกต่างของคน คนเราไม่มีทางมีความสุข หากยึดเอาตัวเองเป็นหลักในการมองปัญหา เรามักอยากให้คนอื่นมองจากมุมมองที่เรามองเพื่อที่เขาจะคิดและทำอย่างที่เราทำ แต่นั้นไม่ใช้หนทางที่ถูกต้อง คนเราล้วนแตกต่างด้วยพื้นฐานทางพันธุกรรม การอบรมเลี้ยงดู วงจรชีวิตการพบเห็นประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามา หากเราคอยหวังให้คนอื่นคิดและทำเหมื่อนเรา เราคงไม่มีทางมีความสุขได้

วันอังคารที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

อาจารย์กับศิษย์


 อาจารย์กับศิษย์
                       
             หน้าที่อาจารย์   มีห้าประกา ร
 หนึ่งแนะนำดี        ประพฤติให้ศิษย์  เห็นเป็นสักขี
 สองให้เรียนดี       ทั้งอ่านทั้งเขียน
 สามไม่อำพราง     ศิลปทุกอย่าง ที่ศิษย์อยากเรียน
สี่ยกย่องศิษย์         เก่งดีมีเพียร       
ห้าให้ศิษย์เรียน      รู้รักษาตน
เป็นศิษย์มีครู          ต้องกตัญญู  คุณครูทุกคน
หนึ่งเมื่อพบท่าน     ทุกแห่งทุกหน
ยืนน้อมเศียรตน      ยกมือวันทา
สองรับใช้ท่าน        เมื่อคราวมีงาน ให้ท่านหรรษา
สามท่านสอนสั่ง     เชื่อฟังวาจา อย่าได้โกรธา ถ้าท่านตักเตือน
สี่อยู่บ้านท่าน         ช่วยบริการ กวาดบ้านถูกเรือน
คอยดูแลท่าน         อย่าได้แชเชือน เที่ยวไปกับเพื่อน ผิดกาลเวลา
ห้าเวลาเรียน          ตั้งใจพากเพียร แต่ละวิชา ควรต้องจดจำ
ไว้เป็นตำรา            ภายหลังกังขา  ค้นหาง่ายดาย
ครูดีศิษย์ดี             สังคมไม่มี เรื่องยุ่งวุ่นวาย ศิษย์เชื่อฟังครู
จึงอยู่สบาย            ขออภิปราย  พอเข้าใจความ
  

วันพุธที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

บุคลิกภาพสู่ความสำเร็จ


บุคลิกภาพกับความสำเร็จ

             บุคลิกภาพเป็นส่วนสำคัญของมนุษย์ในการที่จะช่วยส่งเสริมหรือขัดขวางความสำเร็จในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ด้านการเรียน การทำงาน การเข้าสังคม (โสภา ชูพิกุลชัย ชปีลมันน์, 2544) แม้ว่า ความรู้ความสามารถ เป็นสิ่งที่สำคัญ ที่สุดใน การทำงาน แต่ไม่ใช่หมด การยอมรับของสังคมนั้นต้องมี ส่วนประกอบ ที่สำคัญนั้นคือ บุคลิกภาพ (วรวรรณา จิลลานนท์, 2546) ดังนั้น บุคลิกภาพ จึงเป็นปัจจัยที่สำคัญปัจจัยหนึ่ง ที่ส่งผลและเกี่ยวข้องกับ การประสบความสำเร็จ
             สถาบันราชภัฏเทพสตรี (2543) ได้กล่าวถึงบุคลิกภาพของ "คนเก่ง” ว่าจะต้องประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 ประการ ได้แก่
             1..เก่งตน หมายถึง เป็นผู้ที่ชอบศึกษาหาความรู้อยู่ตลอดเวลาเพื่อให้ทัน โลกทันคน โดยเริ่มจาก พัฒนาตนเอง ก่อน ประกอบด้วย
             - ทางกาย : รูปร่าง พัฒนาให้ดีขึ้นโดยใช้การแต่งกายช่วยลดหรือเสริมจุดเด่นจุดด้อย หน้าตาสด ชื่นแจ่มใส สะอาด เข้มแข็งแต่ไม่กระด้าง อ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ
             - ทางวาจา : การพูดดีมีองค์ประกอบ 4 ประการ คือ พูดแต่ดี มีประโยชน์ ผู้ฟังชอบ และทุกคน ปลอดภัย คิดก่อนพูด
             - ทางใจ : มีความมั่นใจในตนเอง กระตือรือร้น มีความอดทน พยายาม มีเหตุผล การ มีสมรรถภาพ ในการจำ และมี ความคิดสร้างสรรค์
             2.เก่งคน หมายถึง มีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับผู้อื่น มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี
             3.เก่งงาน หมายถึง ผู้ที่รักงาน ขยันทำงาน และรู้วิธีทำงาน
             กิติมาพร ชูโชติ (2544) ได้กล่าวถึง ความสำคัญของบุคลิกภาพ ที่ส่งผลต่อ ความสำเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บุคลิกภาพ ของบุคคลที่ จะเป็นผู้นำว่า "เป็นปัจจัยที่สำคัญในการบริหารที่จะทำให้องค์การทำงานสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะ วิธีการบริหาร ของผู้นำ นั้นเกิดจาก พฤติกรรมส่วนตัว ของ ผู้นำเป็นสำคัญ ไม่ใช่เกิดจาก อำนาจที่เป็นทางการ และส่งผลให้ คนเชื่อและทำตามโดยได้เสนอแนะบุคลิกภาพของ "ผู้นำในอนาคตที่ต้องการประสบความสำเร็จว่า ต้องมี คุณลักษณะที่สำคัญ ประกอบด้วย
             1. ยืนหยัด คือ การที่ไม่ยอมเสียจุดยืน เสียความมั่นใจของตนเอง มีเหตุผลและการใช้วิจารณญาณของตนเอง
             2. ยืดหยุ่น คือ การรู้จักผ่อนปรนตามสถานการณ์เพื่อให้การปฏิบัติการบรรลุตามเป้าหมาย
             3. ยินยอม คือ การรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน ประนีประนอม
             4. ยิ้มแย้ม คือ สามารถยิ้มรับสถานการณ์ได้ทุกรูปแบบ แสดงอารมณ์อย่างเหมาะสม
             5. ยกย่อง คือ การรู้จักยกย่องผู้อื่นด้วยความจริงใจ
             อย่างไรก็ตาม ในทัศนะของ โสภา ชูพิกุลชัย ชปีลมันน์ (2544) บุคลิกภาพของผู้นำที่ได้รับการยอมรับนั้น จะประกอบด้วย องค์ประกอบอยู่ 3 ประการ อันได้แก่
             1. องค์ประกอบทางสรีระ ได้แก่ ลักษณะรูปร่าง น้ำหนัก ส่วนสูง และความแข็งแรงของร่างกาย แม้ว่าความสัมพันธ์ของ องค์ประกอบ ทางสรีระ และความเป็นผู้นำจะผันแปรไปตามลักษณะของกลุ่มแต่ละกลุ่ม แต่ส่วนใหญ่แล้ว คนทั่วไปมักนิยมชื่นชอบผู้นำที่มีรูปร่างสมส่วน และมีความเข้มแข็งด้านร่างกายและจิตใจ แม้ว่าจะมีผลการศึกษาหลายชิ้นที่สนับสนุนความเชื่อที่ว่า หน้าตาที่หล่อ/สวย นั้นมี ความสัมพันธ์กับ ความสำเร็จในการงาน แต่จากการศึกษาของ วันชัย อริยะพุทธิพงศ์ (2545) ในกลุ่มตัวอย่างที่เป็น ศิษย์เก่าจาก มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง กลับพบว่า หน้าที่ตาหล่อ/สวยไม่มีความสัมพันธ์กับความสำเร็จในการงาน
           2. องค์ประกอบด้านสติปัญญา หมายถึง
             (1) ความสามารถในการปรับปรุง หรือเปลี่ยนแปลงตนเองให้เข้ากับสภาพแวดล้อมหรือปัญหาที่เผชิญอยู่
             (2) ความสามารถในการศึกษาหรือการเรียนรู้ และ
             (3) ความสามารถในการใช้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและส่วนรวม ซึ่งหากผู้นำมีระดับสติปัญญาในระดับปกติหรือระดับฉลาดก็มีแนวโน้มว่า ความเป็นผู้นำนั้น จะประสบความสำเร็จหรือมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
          3. องค์ประกอบทางอารมณ์ ได้แก่ ความสามารถทางอารมณ์ (Emotional Intelligence Competencies) หรือ เชาว์อารมณ์(Emotional Quotient : EQ) หมายถึง ความสามารถในการตระหนัก รู้ถึงความรู้สึกของตนเอง และของผู้อื่น เพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับตนเอง บริหารจัดการอารมณ์ของตนเองและของผู้อื่น
             จะเห็นได้ว่า บุคลิกภาพเพื่อความสำเร็จนั้น จะประกอบด้วยองค์ประกอบ หรือ คุณลักษณะหลายประการ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยเอื้อต่อ การประสบความสำเร็จ แต่ในยุคแห่งการแข่งขันในปัจจุบันสุภกิจ โสทัต (2540) กลับเชื่อว่า ความรู้และ ความเฉลียวฉลาด ของบุคคลนั้น มีความสำคัญน้อยกว่า ความมุ่งหวังตั้งใจเด็ดเดี่ยว แน่นอนและมั่นคง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การวางจุดมุ่งหมายที่แน่นอนในชีวิต เพราะ "บุคคลที่ขาดจุดหมายก็คือคนที่ขาดหลักสำหรับยึดเหนี่ยว ยิ่งในยุดที่ "ใครแข็งใครอยู่แล้ว คนที่อ่อนแอ จะถูกผลักให้ถอยไปข้างหลัง รวมทั้งคนที่ตั้งใจทำอะไรเพียง ครึ่ง ๆ กลาง ๆ ก็จะไม่มีวันก้าวไปสู่ความสำเร็จได้เลย
             นอกจากนั้น วรวรรณา จิลลานนท์ (2546) ยังมีข้อแนะนำเบื้องต้นสำหรับ "คนทำงานรุ่นใหม่” คือ การทำความเข้าใจเรื่องของ "กาลเทศะ” และ"มารยาททางสังคม” เนื่องจากเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อการยอมรับทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่กำลังจะสมัครงาน จะต้องปรับเปลี่ยน หรือเสริมสร้าง"บุคลิกภาพใหม่” ดังกล่าวให้เหมาะสม เพื่อความได้เปรียบและเสริมสร้างโอกาสใน การทำงานและความสำเร็จต่อไป
             จอร์จ กาลอป จูเนียร์ เขียนไว้ในหนังสือ "เรื่องราวความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของชาวอเมริกันซึ่งข้อมูลได้มาจาก การสำรวจ ชาวอเมริกันกว่า 1,500 คนว่า ลักษณะของผู้ที่ประสบความสำเร็จนั้นส่วนใหญ่มีลักษณะดังนี้
             1.มีสามัญสำนึกที่ดี การตัดสินใจจะใช้ดุลยพินิจบนพื้นฐานสามัญสำนึกที่ดี สามารถ แยกแยะปัญหา ที่ซับซ้อน ให้เป็น รูปแบบ ที่เข้าใจง่ายที่สุด
             2.มีความรู้ลึกซึ้งในงานของตนเอง เป็นผลจากการใฝ่เรียนใฝ่รู้ตลอดชีวิต คนเหล่านี้จะ"ทำการบ้านอยู่เสมอซึ่งช่วยลดความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นได้มากทีเดียว
             3.พึ่งพาตนเอง
             4.มีสติปัญญา มีความสามารถในการอ่าน การคิด และการเขียนเป็นอย่างดี
             5.มีความสามารถที่จะทำงานให้บรรลุผล ผู้ประสบความสำเร็จมักจะขยันทำงานหนักกว่าใคร มีความสามารถ ใน การจัดการ รู้จักแยกแยะว่า อะไรสำคัญ หรือ ไม่สำคัญ
             6.มีภาวะผู้นำ รู้จักใช้ศิลปะการจูงใจคน ไม่ใช่ใช้อำนาจข่มขู่
             7.รู้จักแยกแยะสิ่งผิดกับสิ่งถูก มีคุณธรรมและความยุติธรรม ดำรงตนอยู่ในครรลองของศีลธรรม
             8.มีความคิดสร้างสรรค์ แต่ก็ไม่สำคัญเท่ากับ การรู้จักนำความคิด นั้นมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ
             9.มีความมั่นใจในตัวเอง รู้ว่าตนสามารถทำในสิ่งที่เป็นไปได้ให้บังเกิดผลสำเร็จ
             10.รู้วิธีสื่อสารเจรจา สามารถสื่อความให้ทุกคนเข้าใจและยอมรับได้ แม้กระทั่งต่อหน้าผู้คนจำนวนมาก
             11.เห็นใจคนอื่น การเห็นใจคนอื่นจะทำให้เขาเข้ากับใครๆ ได้ง่าย
             12.โชคช่วย เก่งอย่างเดียวอาจไม่พอ ต้องมีโชคช่วยด้วยจึงจะประสบความสำเร็จ
สำหรับประเทศไทยนั้น จากการศึกษาของ ชูชัย สมิทธิไกร (2545) เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะบุคลิกภาพ กับความสำเร็จใน การทำงานของบุคคล ที่มีอาชีพต่างกัน 7 กลุ่มอาชีพ ได้แก่ เภสัชกร ครู พนักงานธนาคาร พนักงานโรงแรม ทันตแพทย์ พนักงานขาย และเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศ พบว่า ความสำเร็จในการทำงานมีความสัมพันธ์ทางบวก กับบุคลิกภาพ ด้านความรับผิดชอบ ด้านการเปิดเผยตัวเอง ด้านความเข้าใจผู้อื่น และด้านการเปิดรับประสบการณ์ นอกจากนั้นยังพบว่า ความรับผิดชอบเป็น บุคลิกภาพด้านเดียว ที่สามารถทำนายความสำเร็จในการทำงานของบุคคลทุกอาชีพ ทุกระดับอายุการทำงานและทุกเพศ

             อย่างไรก็ตาม ในโลกเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์ สังคมโลกที่ก้าวไปสู่ สังคมแห่งความรู้ (Knowledge-based Society) นั้น นภางค์ คงเศรษฐกุล (2546) ได้กล่าวถึงบุคลิกภาพของบุคคล ที่จะสามารถอยู่รอด และประสบความสำเร็จนั้น จะต้องเป็น ”บุคคลที่เรียนรู้ (Learning Person)” มีทักษะในการศึกษา ค้นคว้า และสร้างความรู้ด้วยตนเอง พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง อันนำไปสู่ความเป็น "บุคคลที่รอบรู้ (Personal Mastery)” ที่มีระบบคิดที่แตกต่างไปจากแนวคิดเดิม ๆ (Divergently) สามารถตั้งข้อสงสัยกับสิ่ง ต่าง ๆ เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ สร้างกรอบแนวคิดใหม่ต่อปัญหาที่เกิดขึ้น นำไปสู่การเรียนรู้ที่สามารถขยายหรือเพิ่มขีดความสามารถในการทำงานให้สูงขึ้นต่อไป 

การเลือกเสื้อผ้าให้เข้ากับสีผิว


วิธีการเลือกเสื้อผ้าให้เข้ากับสีผิว

 ผิวอมชมพู: สีผิวแบบนี้จะส่งผลให้เจ้าของผิวดูเปล่งปลั่ง และดูมีสุขภาพดีกว่าสีผิวอื่นๆ ฉะนั้นเสื้อผ้าที่เลือกใส่ควรเลือกเป็นโทนที่อ่อนๆ สดใสๆ อย่างสีฟ้าอมเขียว สีฟ้าอ่อน โกโก้ สีชมพูอ่อน สีส้ม เป็นต้น เพราะโทนสีเหล่านี้จะช่วยทำให้สีผิวของคุณดูเด่นกว่าคนอื่นๆ
 ผิวขาวอมเหลือง: สาวที่มีผิวขาวมากนั้นถือว่าค่อนข้างโชคดี เหมือนสาวผิวอมชมพู เพราะสามารถเลือกโทนสีๆหนๆ มาส่วมใส่ก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นสีแดง สีเขียว สีฟ้า สีชมพู เป็นต้น
 ผิวขาวซีด: สีผิวที่ขาวจนเกินไปจนแลดูเหมือนสุขภาพไม่แข็งแรงนัก ควรเลือกสีที่มีโทนค่อนข้างเข็ม หรือหม่นสักเล็กน้อยเพื่อขับสีผิวให้ดูเข้มขึ้นเล็กน้อย เช่น สีแดงเข้ม สีเหลืองอมน้ำตาล สีน้ำตาลไหม้ หรือสีเขียวเข้ม เป็นต้น
 ผิวสองสี หรือผิวสีน้ำผึ้ง: สาวผิวสีนี้ค่อนข้างดูเซ็กซี่มีเสน่ห์อยู่ในตัว การเลือกเสื้อผ้าที่เหมาะสมจึงควร เลือกเสื้อผ้าที่มีสีค่อนข้างอ่อน โดยเฉพาะสีผสมต่างๆ ที่ดูไม่ร้อนแรงหรือเย็นตาจนเกินไป เช่น สีน้ำตาลอมแดง สีเขียวอมฟ้า สีชมพูอมส้ม สีเลือดนก สีชมพูหม่น เป็นต้น
 ผิวสีคล้ำ ดำ แทน: ควรเลือกใส่เสื้อผ้าสีโทนกลางๆ ไม่อ่อนจนเกินไปและไม่สดเกินไป หรือเลือกเฉดสีที่ค่อนข้างเข้มก็ดี เช่น สีกรมท่า สีน้ำตาลเข้ม สีฟ้า สีม่วง สีเทา สีเขียวเข้ม เพราะสีเสื้อโทนนี้สามารถทำให้ผิวของคุณ ดูกลมกลืนกับเสื้อผ้า และยังทำให้คุณดูขาวขึ้น กว่าการใส่เสื้อที่มีสีสันสดๆ ด้วยนะ
ใครมีสีผิวแบบไหน เลือกสีเสื้อผ้าให้เข้ากับสีผิวนะ:ที่มาจากหอสมุดแห่งชาติ)

หลักคุณธรรม จริยธธรรม ศีลธรรมที่เกี่ยวกับการพัฒนาบุคลิกภาพ


หลักคุณธรรม จริยธธรรม ศีลธรรมที่เกี่ยวกับการพัฒนาบุคลิกภาพ*


คุณธรรม (Moral Principles)

           คุณธรรม คือ ความดีงามในจิตใจที่ทำให้บุคคลประพฤติดี ผู้มีคุณธรรมเป็นผู้มีความเคยชินใน การประพฤติดีด้วยความรู้สึกในทางดีงาม คุณธรรมเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับกิเลสซึ่งเป็นความไม่ดีในจิตใจ ผู้มีคุณธรรมจึงเป็นผู้ที่ไม่มาก ด้วยกิเลสซึ่งจะได้รับการยกย่องว่าเป็นคนดี
           คุณธรรมตามพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อกล่าวถึงคุณธรรมโดยทั่วไปจะระบุชื่อคุณธรรมว่าความละอายแก่ใจ ความเมตตากรุณา ความหวังดี ความซื่อสัตย์สุจริต ความเห็นอกเห็นใจ ความจริงใจ ความยุติธรรม ความเที่ยงตรง ความเสียสละ ความสามัคคี ความอดทน ความอดกลั้น ความขยัน การให้อภัย ความเกรงใจและอื่น ๆ การฝึกฝน และปฏิบัติตนให้มีคุณธรรม ไม่จำเป็น    ต้องพะวงในการเรียกชื่อคุณธรรม เพราะเป็นสิ่งที่ดีที่ทุกคนสามารถยึดถือปฏิบัติได้โดยไม่ต้องคำนึงว่า      เป็นของลัทธิใด การฝึกฝนคุณธรรมควรฝึกตาม ความต้องการและสภาพแวดล้อม ประเทศไทยในสมัย   ปัจจุบันกำลังมุ่งปลูกผังคุณธรรมสำหรับประชาชน ๔ ประการ เพื่อความร่มเย็นของชาติบ้านเมืองตาม        พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังนี้
           ๑. การรักษาความสัตย์ ความจริงใจต่อตัวเองที่จะประพฤติปฏิบัติแต่สิ่งที่เป็น ประโยชน์และเป็นธรรม
          
๒. การรู้จักข่มใจตนเอง ฝึกใจตนเองให้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในความสัตย์ความดีนั้น
         
๓. การอดทน อดกลั้น และอดออม ที่จะไม่ประพฤติล่วงความสัตย์สุจริตไม่ว่าจะด้วยประการใด
         
๔. การรู้จักละวางความชั่ว ความทุจริต และรู้จักสละประโยชน์ส่วนน้อยของตนเพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่ของบ้านเมือง
           คุณธรรมตามแนวคิดของอริสโตเติล อริสโตเติลนักปราชญ์ชาวกรีก ได้ให้แนวทางของคุณธรรมหลัก ๆ ไว้ ๔ ประการ คือ
                      ๑. ความรอบคอบ คือ รู้ว่าอะไรควรประพฤติปฏิบัติ อะไรไม่ควรประพฤติปฏิบัติ
                      
๒. ความกล้าหาญ คือ ความกล้าเผชิญต่อความเป็นจริง
                      
๓. การรู้จักประมาณ คือ รู้จักควบคุมความต้องการและการกระทำให้เหมาะสมกับสภาพและฐานะของตน
                      
๔. ความยุติธรรม คือ การให้แก่ทุกคนตามความเหมาะสม
           การพัฒนาบุคคลด้วยคุณธรรมต้องฝึกฝนให้มีความรู้สึกตระหนักว่าอะไรดี อะไรควร อะไรไม่ควร อะไรไม่ดี และปฏิบัติแต่ในทางที่ถูกที่ควรให้เป็นปกติวิสัย การพัฒนาในสิ่งดังกล่าวควรใช้สิ่งโน้มนำให้มีคุณธรรมสูง มีความระลึกได้ว่าอะไรไม่ควร และความรู้สึกตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ ผู้หวังความสงบสุขความเจริญและความมั่นคงแก่ตนเองและประเทศชาติ ต้องฝึกฝนตนเองให้มีคุณธรรม คุณธรรมเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นมากสำหรับบุคลากรที่พึงประสงค์ขององค์การ องค์การควรให้การส่งเสริมสนับสนุนและชักจูงให้บุคลากรขององค์การสนใจคุณธรรมและพร้อมปฏิบัติกับชีวิตการทำงานของตนเอ'


จริยธรรม (Ethics)
           จริยธรรม เป็นสิ่งที่ควรประพฤติ มีที่มาจากบทบัญญัติหรือคำสั่งสอนของศาสนา หรือใครก็ได้ที่เป็นผู้มีจริยธรรม และได้รับความเคารพนับถือมาแล้ว
           ลักษณะของผู้มีจริยธรรม ผู้มีจริยธรรมจะเป็นผู้ที่มีคุณลักษณะดังนี้
                      ๑. เป็นผู้ที่มีความเพียรความพยายามประกอบความดี ละอายต่อการปฏิบัติชั่ว
                      ๒. เป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริต ยุติธรรม และมีเมตตากรุณา
                      ๓. เป็นผู้มีสติปัญญา รู้สึกตัวอยู่เสมอ ไม่ประมาท
                      ๔. เป็นผู้ใฝ่หาความรู้ ความสามารถในการประกอบอาชีพ เพื่อความมั่นคง
                      ๕. เป็นผู้ที่รัฐสามารถอาศัยเป็นแกนหรือฐานให้กับสังคม สำหรับการพัฒนาใด ๆ ได้
           แนวทางการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมที่กำหนดโดยรัฐบาล จากคุณสมบัติของผู้มีจริยธรรมดังกล่าว แสดงถึงความเป็นคนมีคุณภาพ มีภาวะความเป็นผู้นำ อันเป็นที่ต้องการขององค์การและสังคมทุกระดับ รัฐบาลไทยได้เห็นความสำคัญของการพัฒนาคุณภาพของประชาชนในด้านจริยธรรมและคุณธรรมในสังคม จึงได้บรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่ ๘ โดยเน้นการพัฒนาจิตใจในลักษณะที่สอดคล้องและเหมาะสมกับสภาพทางเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบัน ซึ่งผลที่ปรากฏในปัจจุบันก็คือ มีการเผยแผ่ธรรมะทางสื่อต่าง ๆ มากมาย วัดวาอารามก็ได้เข้ามามีส่วนร่วมส่วนช่วยในการอบรมสั่งสอนด้วย จริยธรรมเป็นจริยสมบัติ หน่วยงานต่าง ๆ ก็ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี คนไทยวัยหนุ่มสาวและเยาวชนได้ให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก จากที่เห็นได้จากสื่อและข่าวต่าง ๆ เนื่องจากจริยธรรมเป็นคุณสมบุติที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการวัดคุณภาพของคน ซึ่งมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของประชากรทั้งประเทศ รัฐบาลจึงได้กำหนดแนวทางการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมไว้ดังนี้
                      ๑. พัฒนาจิตใจประชากรกลุ่มเป้าหมาย โดยให้ผู้นำแต่ละกลุ่มเป็นผู้บริหารเปลี่ยนแปลง
                      ๒. ให้สถาบันของสังคมและครอบครัวทำหน้าที่อันถูกต้อง ชอบธรรมของตนเอง แก้ไขข้อบกพร่องโดยรีบด่วน
                      ๓. บรรจุการพัฒนาจิตใจในหลักสูตร การฝึกอบรมทุกหลักสูตร และให้ดำเนินการพัฒนาต่อเนื่องต่อไป
                      ๔. ให้มีการพัฒนาวิธีปลูกฝัง อบรม สั่งสอนศีลธรรม จริยธรรม ตามความเหมาะสมของกลุ่มเป้าหมายให้เป็นที่น่าสนใจ
                      ๕. สร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมของสังคมอันได้แก่ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่ถูกต้องดีงามตามหลักศีลธรรมและจริยธรรม
           นอกจากการพัฒนาของรัฐบาลดังกล่าว องค์การควรได้ส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรขององค์การในวิธีเดียวกันในองค์การอีกแห่งหนึ่ง เพื่อให้บุคลากรขององค์การเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่พึงประสงค์ขององค์การและประเทศชาติโดยแท้จริง การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยวิธีดังกล่าวอาจเป็นส่วนหนึ่งสำหรับการพัฒนาองค์การ ที่สำคัญก็คือองค์การควรให้มีการสร้างบรรยากาศหรือสภาวะแวดล้อมในการทำงานให้ดีด้วย ดังเช่นไม่ให้คนมีงานทำมากเกินไป หรือน้อยเกินไป การพิจารณาความดีความชอบให้มีความยุติธรรม และส่งเสริมด้วยมนุษยสัมพันธ์ภายในองค์การด้วย ซึ่งบรรยากาศที่ดีจะช่วยการพัฒนาจิตใจ ในด้านสถาบันการศึกษาก็ควรได้มีการบรรจุหลักคุณธรรมไว้ในหลักสูตร เพื่อเป็นการพัฒนาและให้การศึกษากับคนทั้งชาติ เพื่อการพัฒนาจิตใจของคนในชาติให้มีคุณภาพ


ศีลธรรม (Morality)
           ศีลธรรม มีความหมายคล้ายกันกับจริยธรรม คือเป็นเรื่องของความควรไม่ควรของพฤติกรรม ซึ่งเป็นเรื่องของมาตรฐานแห่งความประพฤติของบุคคล ศีลธรรมมีความโน้มเอียงที่จะเกี่ยวข้องกับทางศาสนาหรืออำนาจศักดิ์สิทธิ์ ส่วนจริยธรรมเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับมนุษยธรรมอันเป็นหลักปฏิบัติที่ถือว่าดีอยู่ในตัวเอง ศีลธรรมของทุกศาสนาเป็นข้อดีสำหรับยึดถือปฏิบัติทั้งสิ้น ศีลธรรมจึงเป็นคุณธรรม ศาสนาแต่ละศาสนาได้ระบุคุณธรรมและชื่อกิเลสไว้มากมาย ผู้ที่มีศีลธรรมก็คือผู้ที่มีคุณธรรม
           คุณธรรมที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดคุณธรรมไว้ประกอบ ที่ถือว่าเป็นมิตรที่ดีงามของคนทั่วไปเรียกว่ากัลยาณมิตร คือ
                      ๑. เป็นผู้มีศรัทธา เชื่อมั่นในสิ่งที่ควรเชื่อ
                      ๒. เป็นผู้มีศีล ประพฤติดี ประพฤติชอบ ไม่ทำชั่ว
                      ๓. เป็นผู้มีการศึกษาอบรมดี
                      ๔. เป็นผู้มีการสละให้ปัน
                      ๕. เป็นผู้มีสติ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี
                      ๖. เป็นผู้มีความเพียร
                      ๗. เป็นผู้มีสมาธิ มีจิตใจมั่นคง
                      ๘. เป็นผู้มีปัญญา หยั่งรู้ว่าสิ่งใดดี ไม่ดี
            การพัฒนาด้วยศีลธรรมรัฐได้เห็นความสำคัญของการพัฒนาทางจิตใจของประชากรจนได้บรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๕ ดังที่กล่าวมาแล้วในเรื่องการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม การพัฒนาด้านศีลธรรมนอกจากจะเป็นหน้าที่ของสถาบันทางสังคมแล้ว ยังเป็นหน้าที่ขององค์การที่จะให้การสนับสนุน อบรมและสร้างบรรยากาศให้บุคลากรได้รับการพัฒนาทางด้านจิตใจให้เป็นผู้ที่มีศีลธรรมประจำใจ จะทำอะไรจะได้ยึดศีลธรรมเป็นหลักในการตัดสินใจ การที่บุคคลในองค์การ มีคุณธรรม จริยธรรม และศีลธรรมประจำใจอยู่ในตัวจะมีผลให้บุคคลนั้นเป็นบุคคลที่มีบุคลิกภาพดีรู้จักตนเองมีความพร้อมและรู้จักที่จะพัฒนาบุคลิกภาพของตนเองเป็นอย่างดี ซึ่งจะเป็นผลทำให้ทรัพยากรมนุษย์ของชาติได้รับการพัฒนาโดยส่วนรวม ซึ่งจะทำให้เกิดความผาสุกขึ้นในสังคมไทยอันเป็นที่รักของเราทุกคน     (ที่มา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย   วัดบวรนิเวศวิหาร แขวงบวรนิเวศ ถนนพระสุเมรุ เขตพระนครกรุงเทพฯ 10200)