วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

Question-Based Learning (QBL)คืออะไร โดย พรพิสุทธิ์ มงคลวนิช อธิการบดี วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม

            Question-Based Learning คืออะไร และคำถามมีผลอย่างไรต่ออนาคตของการศึกษา
                        โดย พรพิสุทธิ์ มงคลวนิช อธิการบดี วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม

            QBL คืออะไรสำหรับวิทยาลัยเทคโนโลยีสยำม: วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามเริ่มนำแนวคิดของ Question-Based Learning (QBL) หรือ การเรียนรู้ที่ใช้คาถามเป็นศูนย์กลาง มาเป็นแนวทางในการจัดการศึกษามาช่วงหนึ่งแล้ว โดยเริ่มจากการสร้างความตระหนักและเตรียมความพร้อมให้คณาจารย์และบุคลากรของวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม และเมื่อบุคลากรมีความพร้อม ผลผลิตในทิศทางของ QBL ไม่ว่าจะเป็นตารา หรืองานวิจัย ก็จะถูกผลิตออกมาเพื่อส่งเสริม “สังคมที่มีภูมิคุ้มกันจากคำถาม” (Robert J. Brym’s Society in Question)[1]
             QBL มีควำมแตกต่ำงจำก PBL และ IBL อย่ำงไร: จากช่วงเวลาที่ผ่านมา QBL สร้างความสับสนและความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเป็นอย่างมาก อาจเป็นเพราะ QBL เป็นแนวทางใหม่ที่ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่กระบวนการการเรียนรู้ที่ดีขึ้น แต่ยังเป็นกระบวนการการมอง การวิเคราะห์สิ่งต่างๆด้วยคาถามแทนที่เคยเป็นด้วยคาตอบ ซึ่งยังไม่มีการใช้ที่แพร่หลาย จึงยากที่จะค้นหาและศึกษาจากตัวอย่าง (case studies) ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่บุคลากรที่เข้าสืบค้นเรื่อง QBL จะสับสนและเข้าใจว่า QBL คือสิ่งเดียวกันกับ PBL (Problem-Based Learning/การเรียนรู้ที่ใช้ปัญหาเป็นฐาน) หรือแม้กระทั่ง IBL (Inquiry-Based Learning/การเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้)
              อันที่จริงหลักการทั้งสามนั้นมีพื้นฐานมาจากทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเอง (constructivism)[2] ที่มีคาอธิบายโดยย่อที่ชัดเจนคือ “Learning by Doing” ที่มีรากฐานจากงานของ เพียเจย์ (Jean Piaget) ดูวี่ (John Dewey) วายกอสกี้ (Lev Vygotsky) เปปเปอร์ท (Seymour Peppert) และนักการศึกษาอื่นๆที่รุ่งเรืองในยุคต้นถึงกลางศตวรรษที่ 19 แต่ที่ต่างกันคือเป้ประสงค์หลักและวิธีการที่จะได้มาซึ่งความรู้ความเข้าใจ
              สำหรับ Problem-Based Learning หรือ การเรียนรู้ที่ใช้ปัญหาเป็นฐาน นั้น มีจุดเริ่มต้นจากการศึกษาในศาสตร์แพทย์ที่เน้นทักษะการแก้ปัญหาเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ จากการทดลองรักษาโรคต่างๆ และเรียนรู้จากประสพการณ์ที่ได้มา[3] เมื่อนามาใช้กับการศึกษาในวงกว้าง การเรียนการสอนจะนาเสนอโดยเริ่มจากปัญหาหรือสถานการณ์ และเครื่องมือที่สามารถใช้แก้ปัญหา รวมทั้งกรอบความคิด/ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง จากนั้นให้เวลาที่เหมาะสมโดยปล่อยให้ผู้เรียนศึกษาทาความเข้าใจกับปัญหาและสภาวะแวดล้อมต่างๆ แล้วจึงแก้ไขปัญหาที่นาเสนอ โดยพุ่งเป้าไปที่ความรู้ความเข้าใจที่เกิดจากการพยายามแก้ปัญหาของผู้เรียน[4] ดังนั้น PBL จึงเป็นแนวทางการเรียนรู้จาการแก้ปัญหา สิ่งที่ผู้เรียนจะได้รับนอกจากความรู้ในเชิงวิชาการแล้ว ผู้เรียนจะได้ทักษะในการแก้ปัญหา และการใช้ความคิดที่เป็นเหตุเป็นผล ซึ่งมีความคล้ายคลึงและใกล้เคียงกับ QBL เป็นอย่างมาก และในความเป็นจริง PBL ก็เป็นจุดเริ่มต้นและเป็นเครื่องมือที่ดีในการเดินหน้าสู่ QBL
อีกแนวทางหนึ่งที่ดูจะไกลจาก QBL กว่า แต่ก็ยังมีคนสับสนกับแนวทางของ QBL อยู่คือ IBL หรือ Inquiry-Based Learning หรือแปลเป็นไทยว่า การเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้ ส่วนที่คล้ายกับ QBL คือคาว่า “inquiry” ซึ่งมีความหมายตาม Webster Dictionary ว่า “an act of asking for information” หรือ “การถามหรือค้นหาเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูล” ดังนั้นหัวใจหลักของ IBL คือการแสวงหาข้อมูล ซึ่งถือเป็นทักษะที่มีประโยชน์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกที่มีข้อมูลให้สืบค้นมากมาย เช่น การค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต การเรียนการสอนในรูปแบบ IBL จะเริ่มจากการนาเสนอหัวข้อหลักที่ต้องการจะศึกษา จากนั้นจึงเปิดโอกาศให้ผู้เรียนคิด และแสวงหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อหลักด้วยวิธีการต่างๆจากสื่อต่างๆ ผู้เรียนจะได้องค์ความรู้จากการค้นคว้า หาประเด็นความรู้ ซึ่งเป็นรากฐานที่สาคัญของทักษะการวิจัยที่ต้องหาข้อมูลเพื่อตอบคาถามการวิจัย (research question) ในอนาคต[5] เบล และบานชี (Bell and Banchi, 2008)[6] ได้นำเสนอแนวทางการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบ IBL ไว้ 4 ขั้นคือ
     1. Confirmation Inquiry: การค้นหาข้อมูลเพื่อยืนยัน เป็นการนาเสนอคาถาม กระบวนการอันที่จะได้ มาซึ่งคำตอบ โดยมีคาตอบเสนอไว้อยู่แล้ว ผู้เรียนจะเรียนรู้ด้วยการค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อยืนยันหรือปฎิเสธคำตอบด้วยข้อมูลที่ค้นคว้า
     2. Structured Inquiry: ผู้เรียนจะได้รับคาถามการวิจัย และกระบวนการการค้นคว้าหาข้อมูล แต่ต้องหา ข้อมูลเพื่อที่จะได้มาซึ่งผลลัพท์ และคำอธิบายเพื่อยืนยันข้อมูลและผลลัพท์ด้วยตนเอง
    3. Guided Inquiry: ผู้เรียนจะได้รับข้อมูลเพียงคำถามการวิจัย ผู้เรียนต้องออกแบบกระบวนการหา ข้อมูลและผลด้วยตัวผู้เรียนเอง
    4. Open Inquiry: ผู้เรียนต้องคิดคาถามจากประเด็นที่ได้นาเสนอ จากนั้นจึงคิดออกแบบกระบวนการที่ จะได้มาซึ่งข้อมูลที่สะท้อนผลลัพท์ได้
     สำหรับ QBL ที่วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามได้วางแนวทางไว้นั้น มีความคล้ายคลึง แตกต่าง และต่อเนื่องในแง่มุมที่แตกต่างกัน แต่เพื่อที่จะเข้าใจแง่มุมต่าง เป็นเรื่องที่จาเป็นที่จะต้องเข้าใจแนวทางของ QBL อย่างถ่องแท้เสียก่อน QBL แปลความหมายตรงตัวว่า การเรียนที่ใช้คาถามเป็นฐาน แต่ความหมายนั้นลึกลงไปถึงการปลูกฝังให้ผู้เรียนเข้าถึง วิเคราะห์ สังคมและสิ่งแวดล้อมรอบตัวด้วยคาถามแทนที่จะเป็นด้วยคาตอบ ดังนั้นแนวคิดเบื้องหลังของ QBL คือการมองโลกด้วยคำถาม (approach the world with questions) ดังเช่น อัลเบอร์ท ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) ได้ระบุไว้ในหนังสือ Relativ-ity: The Special and the General Theory ว่า “Learn from yesterday, live for today, hope for tomor-row. The important thing is to not stop questioning.”[7] หรือ “เรียนรู้จากอดีต,มีชีวิตในปัจจุบัน,หวังสำหรับอนาคต แต่ที่สำคัญคืออย่าหยุดตั้งคำถาม” เป็นที่เข้าใจกันในโลกของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีว่า คำถามคือสิ่งที่ผลักดันไปสู่ความก้าวหน้า ไม่ใช่เพียงคาตอบ แต่การสร้างคำถามนั้นถือเป็นทักษะที่จาเป็นต้องใช้เวลาและสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมในการปลูกฝังและฝึกฝน ซึ่งสวนทางกับการเรียนการสอนในระบบการศึกษาในปัจจุบันดังที่ Rich-ard Saul Wurman สถาปนิกและนักคิดชื่อดังได้อธิบายไว้ในด้านลบว่า "In school, we're rewarded for having the answer, not for asking a good question.”[9] หรือ “โรงเรียนให้รางวัลกับผู้ที่มีคำตอบ แต่ทำไมไม่ให้รางวัลกับผู้ที่มีคำถามที่ดี” ดังนั้น QBL จึงถือเป็นคำตอบให้กับนักคิดเหล่านั้น โดยให้รางวัลกับผู้ที่มีคำถาม มากกว่าารให้กับผู้ที่มีคำตอบโดยปราศจากคำถาม
       ดังที่ได้นำเสนอไปแล้วว่า การปลูกฝังให้มองโลกด้วยคำถาม คือทักษะที่ต้องอาศัยการปลูกฝังที่เหมาะสม จึงจาเป็นต้องสร้างสิ่งแวดล้อมที่สามารถส่งเสริมการศึกษาในรูปแบบดังกล่าวได้อย่างเหมาะสม หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ สามารถส่งเสริมให้ผู้เรียนมองโลกด้วยคำถามได้อย่างเหมาะสม ซึ่งสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมดังกล่าวประกอบด้วยองค์ประกอบดังนี้
       1. การดำเนินการเรียน/การสอนในห้องเรียน: การจัดการเรียน/การสอนในระบบ QBL ให้สัมฤิทธ์ผล นั้น จำเป็นต้องวางเป้าหมายและวิธีการที่สอดคล้องกับหลักการ QBL ไว้ตั้งแต่ต้น โดยการแบ่ง เนื้อหาเป็นจุดประสงค์คล้ายการดำเนินการในระะบบการศึกษาทั่วไป แต่ต้องปรับให้แต่ละจุด ประสงค์เริ่มจากคำถาม และจบด้วยคำถามเพื่อดึงความสนใจให้ผู้เรียนได้คิดถึงคำถามอันพึงจะมีในหัวข้อจุดประสงค์ดังกล่าวต่อไป และพร้อมกันนั้น ก็เป็นการปูคำถามเพื่อนำเข้าสู่บทเรียนในจุด ประสงค์ต่อไป หลักที่สำคัญที่สุดการเรียน/การสอน ต้องมีแผนที่ระบุไว้อย่างแน่นอน และต้องเริ่มทุก จุดประสงค์ ทุกบทสรุป และทุกท้ายจุดประสงค์ด้วยคำถาม เพื่อปลูกฝังให้ผู้เรียนเข้าสู่การรับข้อมูล ด้วยคำถามแทนการรับข้อมูลด้วยคำตอบเท่านั้น และยังเป็นการปลูกฝังความเคยชินให้รับข้อมูล ใหม่ๆด้วยคำถามเป็นตัวนำอีกด้วย ผู้สอนจึงจำเป็นต้องรู้ เข้าใจ และดำเนินการตามหลัก QBL อย่างเคร่งครัด ในแต่ละจุดประสงค์ของการเรียน/การสอน ผู้สอนควรนาเทคนิคในส่วนของ PBL และ IBL เป็นเครื่องมือในการดำเนินการเพื่อให้ผู้เรียนได้สร้างความรู้จากกิจกรรม และเชื่อมต่อ คำถามเริ่มต้น และคำถามส่งท้ายได้อย่างสมบูรณ์
      2. เอกสารการเรียน/การสอน และสื่อสารสนเทศที่เกี่ยวข้อง: ดังที่ Ben Carson ได้กล่าวไว้ว่า “Knowledge is the key that unlocks all the doors.”[10] หรือ “ความรู้คือกุญแจที่สามารถเปิดได้
ทุกประตู” แต่ “หนังสือคือกุญแจสู่ความรู้” ดังนั้นหนังสือจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับการ
สร้าง และเข้าถึงความรู้ ซึ่งยังคงเป็นจริงแม้แต่ในยุคดิจิตอลและอินเทอร์เน็ตเช่นยุคปัจจุบัน ดังนั้น
การใช้หนังสือหรือสื่อสารสนเทศเป็นสื่อในการปลูกฝังระบบความคิดในรูปแบบ QBL จึงต้องผนวก
เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของการเรียน/การสอนทั้งระบบ และต้องนำมาปรับให้เริ่มต้นบทเรียนในหนังสือ
และสื่อต่างๆด้วยคาถามในรูปแบบเดียวกับการเรียน/การสอนในห้องเรียน โดยผู้สอนต้องใช้
เอกสาร และสื่อต่างๆเพื่อใช้ประกอบการเรียน/การสอน หรือการศึกษาด้วยตนเองอย่างเคร่งครัด
หลักการของ PBL สามารถนามาใช้เป็นเครื่องมือในการวางโครงสร้างของสื่อ และตำราได้ โดย
การนำเสนอสถาณการณ์เพื่อให้ผู้เรียนได้ใช้กรอบทฤษฎีในการวิเคราะห์และแก้ปัญหาได้ โดยที่ให้
เน้นเรื่องการตอบคำถาม และนำความคิดด้วยคำถาม และอาจผนวกหลักการของ IBL เพื่อขยายช่วง
เวลาความสนใจให้มากขึ้นด้วยการชี้นำให้สืบค้นเพื่อเป้าหมายในการตอบคำถามอีกด้วย
     3. กิจกรรมอื่นๆ: นอกจากการเรียน/การสอนในห้องเรียน และการนำเสนอข้อมูลในการเรียนในรูป แบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตำรา หรือสื่อสารสนเทศที่เกี่ยวข้องแล้ว กิจกรรมต่างๆก็ถือว่ามีความสำคัญ ในการที่จะสร้างสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมในการเรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแนวทางของ QBL ที่มี เป้าหมายเพื่อปรับการเข้าถึงสิ่งต่างๆโดยผ่านทางคำถาม ดังนั้นทุกกิจกรรมจึงจำเป็นต้องแฝงการ ปลูกฝังให้ผู้เรียนเห็นความสำคัญของคำถาม โดยชี้ให้เห็นผ่านกิจกรรมและหัวข้อของกิจกรรมว่า การตั้งคำถามที่ดีสามารถเป็นภูมิคุ้มกันในการตัดสินใจของผู้เรียนได้ และยังเป็นเครื่องกรองความ ถูกต้องของข้อมูลต่างๆที่สามารถเข้าถึงได้อย่างมากมายในยุคของข้อมูลข่าวสารดังเช่นปัจจุบันนี้ กิจกรรมจึงควรเริ่มและจบด้วยคาถามเช่นเดียวกัน
      จากข้อมูลที่มาและลักษณะของ QBL PBL และ IBL จะเห็นได้ว่า ถึงแม้จะมีความคล้ายคลึงในแง่ของปรัชญาทางด้านการศึกษา (epistomology) ที่ยึดหลักการสร้างความรู้ด้วยตนเอง (constructivsm) แต่แนวทางทั้งสามมีจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน IBL นั้นจะเน้นทักษะการสืบค้น และการกรองข้อมูลที่ถูกต้อง ส่วน PBL นั้นจะเน้นไปที่ทักษะการแก้ปัญหาในกรอบทฤษฎี และ QBL คือการปลูกฝังให้ผู้เรียนเข้าถึงศาสตร์ต่างๆด้วยคำถาม โดยยึดหลักว่าคำถามจะสร้างความสนใจให้กับผู้เรียนในแต่ละประเด็นการเรียนจนสามารถศึกษาหาคำตอบด้วยตนเองได้ ในขณะเดียวกันยังเป็นภูมิคุ้มกันที่สามารถป้องกันการหลงเชื่อข้อมูลใดๆที่ไม่สมด้วยเหตุผล และยังเป็นเวทีในการสร้างทักษะการแก้ปัญหาได้เช่นเดียวกับแนวทางของ PBL อีกด้วย ดังนั้นหากวางแผนในการใช้แนวทาง QBL เป็นโครงสร้างและเป็นแนวทางที่ผนวกอย่างใกล้ชิดและชัดเจนในกระบวนการการเรียน/การสอน การสร้างตำรา สื่อ และกิจกรรมต่างๆ โดยใช้แนวทางของ PBL และ IBL เป็นเครื่องมือเพื่อส่งเสริมให้เดินหน้าไปสู่ผลสัมฤิทธิของ QBL และนั่นคือผลสัมฤิทธิ์ที่วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามคาดหวัง และนั่นคือคำตอบของคำถำมที่ว่ำ QBL คืออะไรสำหรับวิทยำลัยเทคโนโลยีสยำม
แหล่งอ้ำงอิง
1. Brym, R. J. Society in Question. Scarborough, ON.: Nelson College Indigenous, 2006.
2. Fosnot, C. T. Constructivism: Theory, Perspectives And Practice. New York, NY, Teacher Col-lege Press, 2005.
3. Savery, J. R. (2006). Overview of Problem-based Learning: Definitions and Distinctions. Inter-disciplinary Journal of Problem-based Learning, 1, 1, pp. 9-20.
4. Hmelo-Silver, C. E. (2004). Problem-Based Learning: What and How Do Students Learn? Edu-cational Psychology Review, 16, 3,pp. 235-266.
5. OĞUZ-ÜNVER, A, ARABACIOĞLU,S. (2011). Overviews on inquiry based and problem based learning methods. Western Anatolia Journal of Educational Sciences, 1, 1, pp. 303-309.
6. Banchi, H. & Bell, R. L. (2008). Simple strategies for evaluating and scaffolding inquiry. Science and Children, 45, 7, pp 28-31.
7. Einstein, A, Lawson, R. W. Relativity: The Special and the General Theory; A Popular Exposi-tion, New York, NY.: Crown Publishers, 1961.
8. Berger, W. A More Beautiful Question. New York NY.: Bloomsbury Publishing, 2014.
9. Carson, B. Gifted Hands. Hagerstown, MD.: Review and Herald Publishing, 2009.


                                                  แนวปฏิบัติการจัดกำรเรียนรู้โดยใช้คำถามเป็นฐาน
                                                               Question-Based Learning
                                                                      ฝ่ายวิชาการ
                                                            วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม

    แนวปฏิบัติการจัดการเรียนรู้โดยใช้คำถามเป็นฐาน(Question-Based Learning)
         วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม มีนโยบายจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ ให้นักศึกษาคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาได้ โดยจัดกระบวนการเรียนรู้ที่ฝึกให้นักศึกษาตั้งคำถามเป็น ทำไม อย่างไร เพื่อความสนใจในการเรียน และหาคำตอบด้วยตนเอง กระบวนการเรียนรู้โดยใช้คำถามเป็นฐาน (Question-Based Learning : QBLเป็น )
         ขั้นตอนที่จะปลูกฝังให้ผู้เรียนเข้าถึงศาสตร์ต่างๆ ด้วยคำถาม โดยผู้สอนนำเทคนิคของ PBL (Problem-Based Learn-ingเสริมสร้างทักษะในการแก้ปัญหา )และการใช้ความคิดที่เป็นเหตุเป็นผล จะ (มงคลวนิช บทความของพรพิสุทธิ์ )สามารถประกอบอาชีพได้ ทำให้ผู้เรียนมีภาวะผู้นำทางความคิดและการแก้ปัญหาเมื่อสำเร็จการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ
        การใช้คำถามเป็นเทคนิคสำคัญในการเสาะแสวงหาความรู้ที่มีประสิทธิภาพ เป็นกลวิธีการสอนที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ที่พัฒนาทักษะการคิด การตีความ การไตร่ตรอง การถ่ายทอดความคิด สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงการจัดกระบวนการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี การถามจึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ที่ช่วยให้ผู้เรียนสร้างความรู้ ความเข้าใจ และพัฒนาความคิดใหม่ ๆ โดยกระบวนการถามจะช่วยขยายทักษะการคิด ทำความเข้าใจให้กระจ่าง ได้ข้อมูลป้อนกลับทั้งด้านการเรียนการสอน ก่อให้เกิดการทบทวน การเชื่อมโยงระหว่างความคิดต่างๆ ส่งเสริมความอยากรู้อยากเห็นและเกิดความท้าทาย โดยบทบาทผู้เรียน จะเรียนรู้จากการคิดเพื่อสร้างข้อคำถามและการหาคำตอบด้วยตนเอง

ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้โดยใช้คำถามเป็นฐาน
   1.ผู้สอนควรจะมีการวางแผนไว้ล่วงหน้า ขั้นวางแผนการใช้คำถาม ว่าจะใช้คำถามเพื่อวัตถุประสงค์ใด รูปแบบหรือประการใดที่จะสอดคล้องกับเนื้อหาสาระและวัตถุประสงค์ของบทเรียน
   2. ขั้นเตรียมคำถาม ผู้สอนควรจะเตรียมคำถามที่จะใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยการสร้างคำถามอย่างมีหลักเกณฑ์
  3.ขั้นการใช้คำถาม ผู้สอนสามารถจะใช้คำถามในทุกขั้นตอนของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และอาจจะสร้างคำถามใหม่ที่นอกเหนือจากคำถามที่เตรียมไว้ก็ได้ ทั้งนี้ต้องเหมาะสมกับเนื้อหาสาระและสถานการณ์นั้น ๆ
  4. ขั้นสรุปและประเมินผล
      4.1การสรุปบทเรียนผู้สอนอาจจะใช้คำถามเพื่อการสรุปบทเรียนให้นักศึกษาเข้าใจและตอบคำถามได้ ให้บรรลุผลการเรียนรู้
     4 .2การประเมินผล ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันประเมินผลการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการประเมินผลตามสภาพจริง (Authentic Assessment)
เทคนิคการจัดการเรียนรู้โดยใช้คำถามเป็นฐาน
1.ทำบรรยากาศให้ดี เป็นมิตร และปลอดภัย
   - ระวังบรรยากาศคุกคาม
   - เริ่มต้นการสอน บอกวิธีการสอน อาจารย์จะใช้การสอนแบบใช้คำถามเพื่อให้ตอบ โดยให้เกียรติผู้เรียน เรียกชื่อนักศึกษาเพื่อสร้างความประทับใจให้นักศึกษาตั้งใจเรียน
  - ใช้ ASA (Attentive, Smile, Acknowledge) = มองหน้าตั้งใจฟัง ยิ้มน้อยๆ ชมเมื่อตอบถูก (เก่งมากค่ะ ดีมากค่ะ เห็นด้วยค่ะ)
  - เมื่อตอบผิด - ทำไมคิดอย่างนั้น แก้ concept ที่ถูกต้อง เพื่อให้นักศึกษาคิดใหม่ หาคำตอบที่ดีกว่าและให้กำลังใจสำหรับคำถามคำตอบต่อไป -ให้ความเข้าใจว่า คำตอบไม่เคยมีคำตอบเดียว อาจมีมากกว่า 1 คำตอบ -ให้คิดว่า ตอบผิด ดีกว่า ไม่ตอบ
2.เลือกคำถามที่ดีที่ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้
   - เลือกคำถามปลายเปิด เช่น ทำไม อย่างไร เพราะเหตุใด ให้นักศึกษาคิดคำตอบเอง
   - แนะแนวการคิด guide โดยใช้คำถามที่นักศึกษาจะต้องนำความรู้พื้นฐาน (Basic Knowledge) มาประยุกต์
3. ใช้เทคนิคให้ดี
   -ถามชัดเจน ไม่กำกวม
   -เลือกคำถามกว้างๆ ปลายเปิด ---ทำอย่างไร
   - ถามทีละ 1 คำถาม อย่าถามเป็นชุด
   -ให้เวลาคิด 10 วินาที
  - เทคนิค Pose – Pause – Pounce ตั้งคาถาม---- รอคำตอบ ---- ถ้าไม่ตอบ ถามระบุคน
คำถามที่ควรหลีกเลี่ยง
   -คำถาม ใช่ ไม่ใช่
   -คำถามกำกวม
   - คำถามให้เดา
  - คำถามชี้นำ
วิธีการตั้งคำถามแบบโซเครติก( Socratic Method)
  - เป็นวิธีสอนของนักปราชญ์ชาวกรีก ชื่อโซเครติส วิธีสอนแบบนี้ใช้การตั้งคำถามให้นักเรียนคิดหาคำตอบหรือตอบปัญหาด้วยตนเอง โดยครูจะกระตุ้นให้นักเรียนนึกถึงเรื่องต่างๆ ที่เคยเรียนแล้ว
 - คำถามของครูจะเป็นแนวทางให้นักเรียนคิดค้นหาความรู้ นักเรียนจะเรียนด้วยการพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อหาคำตอบที่ถูกต้อง และเป็นการเสริมสร้างสติปัญญาให้ทุกคนรู้จักแสดงความคิดเห็น อภิปรายแล้วสรุปความคิดเห็นลงในแนวเดียวกัน วิธีสอนแบบนี้เหมาะสำหรับนักเรียนที่ชอบใช้ความคิดค้นคว้าหาความรู้ในสิ่งต่างๆ

Socratic questioning มี 6 แบบ
1. Tell me more: ขอความกระจ่าง
2. Probe assumption: ขอข้อสรุป
3. Reason ขอเหตุผล
4. View point & Perspectives ถามมุมมองแง่อื่นและแนวคิด
5. Implication & Consequence การนำไปใช้และคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้น
6. คำถามที่ทำให้เกิดทักษะการคิด เป็นคำถามขั้นสูง

ประโยชน์ของการจัดการเรียนรู้โดยใช้คำถามเป็นฐาน
1. ผู้เรียนกับผู้สอนสื่อความหมายกันได้ดี
2 .ช่วยให้ผู้เรียนเข้าร่วมกิจกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3 .สร้างแรงจูงใจและกระตุ้นความสนใจของผู้เรียน
4 .ช่วยเน้นและทบทวนประเด็นสำคัญของสาระการเรียนรู้ที่เรียน
5 .ช่วยในการประเมินผลการเรียนการสอน ให้เข้าใจความสนใจที่แท้จริงของผู้เรียน และวินิจฉัยจุดแข็งจุดอ่อนของผู้เรียนได้
6 .ช่วยสร้างลักษณะนิสัยการชอบคิดให้กับผู้เรียน ตลอดจนนิสัยใฝ่รู้ใฝ่เรียนตลอดชีวิต

อ้างอิง
วันดี โตสุขศรี.Clinical Teaching: Questioning (การใช้คาถามในการสอนภาค คณะพยาบาลศาสตร์.)
มหาวิทยาลัย วิชาการพยาบาลอายุรศาสตร์มหิดล พ.ศ.2553.
เว็บไซต์เพื่อการเรียนรู้ของครูคณิตศาสตร์การจัดการเรียนรู้แบบใช้คาถาม. (Questioning Method).
[ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://sites.google.com/site/khunkrunong/n12 [สืบค้นเมื่อ 22สิงหาคม
2557]
พรพิสุทธิ์ มงคลวนิช.นโยบายการจัดการเรียนการสอนโดยใช้คำถามเป็นฐาน (Question-Based Learning :
QBL) อธิการบดีวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม, 2557.


วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ตารางส่วนสูง อายุ และน้ำหนักมาตรฐาน



          ตารางส่วนสูง อายุ ชาย-หญิง และน้ำหนักมาตรฐาน
                                    (ที่มา http://www.dek-d.com/board/view/885123/)

วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2558

10 เรื่อง “รู้งี้” ก่อนจบปริญญา!!

http://manager.co.th/images/blank.gif

           “รู้อย่างงี้ไม่ทำดีกว่า อีกหนึ่งประโยคที่เชื่อว่าหลายคนคงเคยเอ่ยขึ้น เมื่อทำอะไรไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่สำหรับ “10 เรื่องรู้งี้ก่อนเรียนจบ ทางทีมงานได้นำมาฝากกันให้น้องๆ นิสิตนักศึกษาลองอ่านเป็นแนวทางก่อนสำเร็จการศึกษา จากบทความของนักธุรกิจยุคใหม่ ภาววิทย์ กลิ่นประทุมที่มีมุมมองแตกต่างเฉพาะตัว พร้อมกับบอกเล่าแง่คิดดีๆ ไว้เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับวัยเรียนก่อนเผชิญหน้าสู่ชีวิตจริง!!
       
"ใบปริญญามีวันหมดอายุ" 
       
หลายคนคิดว่า ใบปริญญาไม่มีวันหมดอายุ พอเรียนจบแล้วก็เอาใส่กรอบรูป ตั้งโชว์สวยๆ โดยหารู้ไม่ว่า "มันหมดอายุไปแล้ว" ลองสังเกตให้ดีว่า ความรู้ที่เราเรียนมามันทันสมัยไม่นาน ดังนั้นเมื่อจบแล้วต้องรีบหางานทำ เพราะถ้าทิ้งไว้ เราตามโลกไม่ทัน ยิ่งปัจจุบันอินเตอร์เน็ตทำให้การเปลี่ยนแปลงของธุรกิจทั่วโลก เต็มไปด้วยโอกาส แต่โอกาสในที่นี้ คือ วิกฤตของคนส่วนใหญ่ ซึ่งนี่จะเป็นข้อต่อๆไปที่ เราต้องร้องว่า "รู้งี้" ดังนั้นถ้าไม่อยากให้ใบปริญญาหมดอายุ ต้องรู้จัก หมั่นเติมความรู้ หาหนังสือมาอ่าน หัดพัฒนาตัวเองโดยการเข้าสัมมนา ฟังคนอื่น หาความรู้ใหม่ๆ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับใบปริญญาก็ได้ แค่นี้ใบปริญญาของเราก็จะไม่หมดอายุแล้ว
       
"ใบปริญญาเป็นแค่บัตรผ่านประตูในชีวิตจริงเท่านั้น" 
       
ในชีวิตจริง เขาวัดคนที่ผลงาน รายได้ที่เราทำให้บริษัท รายจ่ายที่เราลดให้บริษัทด้วยความรู้หรือ เทคโนโลยี เช่น การเอาอินเตอร์เน็ตมาช่วยลดการทำงาน ช่วยการบริการ และ ช่วยการติดต่อลูกค้า เพิ่มโอกาสการขาย ดังนั้น ใบปริญญามีประโยชน์แค่ตอนสมัครงาน แต่หลังจากที่เราได้งานแล้ว เขาไม่สนแล้วว่าเราจบอะไรมา สิ่งที่เขาสนใจคือ ฝีมือ” ของเรามากกว่า และถ้าตำแหน่งยิ่งสูง เขายิ่งไม่ถามว่า จบอะไรมา เพราะ นั่นมันคำถามไว้รับสมัครงานทั่วไป งานระดับสูง เงินเดือนล้าน เขาถามว่า "คุณทำอะไรสำเร็จมาบ้าง แล้วคุณจะสร้างโอกาส สร้างเงินให้กับบริษัทเราอย่างไร" 
"คนรวยทุกคนเป็นคนเก่ง แต่คนเก่งทุกคนไม่ได้รวย" 
        จงเลือกว่า คุณอยากเป็น "คนเก่งที่รวย" หรือ "คนเก่งที่จน" ให้รู้ไว้ว่า คนเก่งที่จน มันเกิดจากคนนั้นคิดว่าตัวเองเก่ง จึงไม่เคยฟังใคร ไม่เคยเรียนรู้จากใคร คนเหล่านี้ทำงานกับใครไม่ได้ เพราะ ถือความคิดตัวเองเป็นใหญ่ คิดว่าตัวเองเก่ง ไม่เคยฟังคำท้วงติงจากใคร เวลาคนเหล่านี้ทำงานผิดพลาด เขาจะพยายามโยนความผิดให้คนอื่น ด้วยสมองอันแกมโกงของเขา 
       
สำหรับ "คนเก่งที่รวย" คนเหล่านี้ รักการอ่าน ชอบการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ชอบแก้ปัญหา ชอบงานที่คนอื่นไม่กล้าทำ เพราะ ทุกครั้งที่เราทำงานที่ยากและคนอื่นไม่กล้าทำ เราจะเห็นโอกาสที่ไม่มีใครเคยเห็น เวลาคนเหล่านี้ทำงานพลาด เขาจะโทษตัวเอง แล้วเรียนรู้จากความผิดพลาด เพื่อให้ตัวเขาฉลาดขึ้น เป็นผู้ใหญ่ขึ้น ยิ่งล้ม ยิ่งเก่ง คนเหล่านี้ ไม่เคยกลัวความล้มเหลว อะไรง่ายๆ ไปให้คนอื่นทำ แต่ถ้ายากๆ เขาจะทำเอง เพราะเขาคือคนเก่งที่จะรวย
       
"จ่ายเงินให้ตัวเอง ก่อนจ่ายเงินให้คนอื่น" 
       
คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ว่า ทั้งชีวิตเราจ่ายเงินให้รัฐบาลเป็นค่าภาษีก่อนที่เราจะได้เงินเดือน พนักงานบริษัท ธรรมดา ถ้าเอาภาษีทั้งชีวิตมารวม มันเกินล้าน แปลว่า คนเหล่านี้จ่ายเงินให้รัฐบาลเป็นล้านบาท แต่ทั้งชีวิตไม่เคยจับเงินล้าน เพราะ รายได้เท่าไหร่ รายจ่ายมากกว่าเสมอ ทางแก้คือ"จ่ายเงินให้ตัวเองก่อน" คือ ดึงออกเริ่มจาก 10% ของเงินเดือน เพื่อเก็บไว้ลงทุน ก่อนใช้จ่ายเสมอ (แล้วค่อยๆเพิ่มขึ้นเป็น 20% 30% 40% ตามเงินเดือนที่สูงขึ้น) 
       
เหตุผลที่ต้องทำเช่นนี้ก็เพราะ การใช้จ่าย มันคือ การจ่ายเงินให้คนอื่น ลองดูสิ่งที่เราซื้อมาซิ มันดีใจตอนซื้อ สุดท้ายของเหล่านั้นก็กลายเป็นขยะ ของเป็นขยะ บ้านเราก็คือ "ถังขยะ" ใบใหญ่ ดังนั้นเราควรเริ่มจ่ายเงินให้ตัวเอง แบ่งมาเริ่มลงทุน เพราะ "การลงทุน" จะสร้างเครื่องผลิตเงินที่เลี้ยงเราจนตาย ไม่ใช่ขยะที่คุณซื้อมา!!
       
"จงเลือกก่อนเลยว่า จะเป็น คนเงินเดือนสูง หรือ คนเงินเดือนน้อย" 
       
ถ้าอยากเป็นคนเงินเดือนน้อย ก็เริ่มหางานง่ายๆ งานที่ใครๆ ก็ทำได้ งานสบาย แล้วจงหาหัวหน้ามาสั่งงานเรา แต่ถ้าอยากได้เงินเดือนเยอะ ต้องหางานยากๆ งานที่ไม่มีใครอยากทำ แล้วเป็นงานที่มีหัวหน้า แต่หัวหน้าต้องถามเราว่า ต้องทำอะไร ทำอย่างไร เพราะ งานนั้นอาจไม่มีมาก่อนในองค์กร เป็นสิ่งใหม่ที่เขาต้องความเห็นจากเรา หรือ เป็นสิ่งยากที่อยากได้คนรับผิดชอบ 


 "งานที่มี Career Path เป็นงานห่วย" 
      
  วันนี้ใครๆ ก็รู้ว่า ผู้บริหารองค์กรปัจจุบัน อายุไม่ได้มาก เขายังต้องอยู่ตรงนั้นอีกนาน "รักษาเก้าอี้" ดังนั้น งานที่เปิดให้คนรุ่นใหม่คือ งานกระจอก งานแรงงาน ที่สุดท้ายใช้เครื่องจักรทำดีกว่า เขาหลอกโดยเอาคำว่า Career Path หรือ ตำแหน่งให้เราไต่ขึ้นไป แต่หารู้ไม่ว่า ข้างบนเป็นทางตัน เพราะ ผู้บริหารระดับสูง เดี๋ยวนี้ซื้อตัวคนมีประสบการณ์ง่ายกว่า ดังนั้น งานที่ดีในองค์กร คือ งานที่ไม่มี Career Path เพราะ แสดงว่า หน่วยงานนี้ เป็นสิ่งใหม่ ไม่เคยมีมาก่อน นี่แหละ ได้ทั้งความรู้ และ โอกาสที่แท้จริง
       
"อย่าทำงานเพื่อเงินเดือน ให้ทำงานเพื่อความรู้"
       
ถ้าตั้งเป้าเป็นเงินจะได้เงินเดือนน้อย และไม่มีอนาคต แต่ถ้าตั้งเป้าเป็นความรู้ เราจะเห็นโอกาสใหม่ๆ เพราะ เราเปิดใจที่จะเรียนรู้ แล้วคุณจะรู้ว่า แท้จริงแล้ว โอกาสหรือ Innovation มันล้วนเกิดในองค์กร เพียงแต่ผู้บริหารเขาไม่ใส่ใจ ถึงได้มี Steve Jobs ให้เราเห็น ต้องเข้าถ้ำเสือ ต้องเป็นลูกน้อง เพื่อเข้าไปเรียนรู้และหาโอกาสในองค์กร
       
"ให้ฝึกเป็นผู้นำ อย่าฝึกเป็นผู้ตาม" 
       
ในโลกมีคนสองประเภทเท่านั้น คือ หนึ่ง ผู้นำ สอง ผู้ตาม ผู้นำรวยกว่าไม่ต้องฉลาดก็ได้ แต่ต้องรู้วิธีการนำ ผู้ตามส่วนใหญ่เป็นคนเก่ง เพียงแต่ไม่รู้วิธีการนำ จึงฝึกแต่เป็นผู้ตาม รอแต่คำสั่ง รอแต่หัวหน้า การฝึกเป็นผู้นำ คือ ฝึกนำอะไรที่เราคิดว่าดี เราทำ แล้วถ้ามันดี เดี๋ยวคนอื่นตามเอง จุดเล็กๆ นี้ก็คือ วิถีผู้นำ ต้องฝึก ต้องนำ อย่าเอาแต่ทำตาม
     
"ลงทุนให้เป็น" เริ่มจาก "วางเงินให้ทำงานให้เป็น" 
       
ให้ศึกษาเรื่องออมในหุ้น ออมใน Asset สร้างเครื่องผลิตเงิน สร้างให้มันโตเรื่อยๆ แล้ววันนึงเราจะมีอิสรภาพทางการเงินจากสิ่งนี้ คนที่ลงทุนเป็น เขามีอิสรภาพทางการเงินก่อนเกษียณเสมอ ไม่ใช่เกษียณแล้วจะสบาย มันต้องสบายก่อนเกษียณต่างหาก
       
"อย่าหยุดฝัน"
       
ความฝันทำให้เรามีเป้าหมาย คนมีเป้าหมายคือ คนที่มีอนาคต สังเกตง่ายๆ ว่าเมื่อใดก็ตามที่เราเริ่มหยุดคุยเรื่องความฝัน แล้วนั่งคุยแต่เรื่องอดีต เราก็กำลังจะเป็นคนที่หมดอนาคต กลายเป็นคนส่วนใหญ่ที่ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ คุยแต่เรื่องอดีต ชอบแต่เรื่องน้ำเน่า ถ้าอยากมีอนาคต คุยกับคนที่ชอบคุยเรื่องอนาคต อ่านหนังสือที่กระตุ้นให้เรามองเห็นอนาคต ทำในสิ่งที่ท้าทาย เมื่อใดก็ตามที่งานเรามั่นคง เราเองนั่นแหละที่กำลังจะเป็นอดีต 
        อ้างอิงข้อมูลจาก : http://www.pawawit.com/


วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเรื่องคุณธรรมสำหรับประชาชน 4 ประการ เพื่อความร่มเย็นของชาติบ้านเมืองตาม

การปลูกผังคุณธรรมสำหรับประชาชน 4 ประการ เพื่อความร่มเย็นของชาติบ้านเมืองตาม  พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังนี้

          1. การรักษาความสัตย์ ความจริงใจต่อตัวเองที่จะประพฤติปฏิบัติแต่สิ่งที่เป็น ประโยชน์และเป็นธรรม
          2. การรู้จักข่มใจตนเอง ฝึกใจตนเองให้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในความสัตย์ความดีนั้น
         3. การอดทน อดกลั้น และอดออม ที่จะไม่ประพฤติล่วงความสัตย์สุจริตไม่ว่าจะด้วยประการใด
         4. การรู้จักละวางความชั่ว ความทุจริต และรู้จักสละประโยชน์ส่วนน้อยของตนเพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่ของบ้านเมือง

วันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ข้อตกลงก่อนเรียน

ข้อควรทราบก่อนเรียนในการปฏิบัติร่วมกัน
ประจำเดือนตุลาคม 57
เวลาเรียน 4 สัปดาห์ วัน อาทิตย์ ที่ 5,12,19 และ 26
คาบเรียน 9 คาบ พักทานอาหารเที่ง  11. 30 12. 30 น.
คาบที่1 เวลา 8.30 – คาบที่ 10 เวลา 16.20 น.
วันที่ 5 ต.ค. เรียน บทที่ 1 ,2 และ 3
วันที่ 12 ต.ค. เรียน บทที่ 4,5  มอบหมายงาน บทที่ 6-10
     วันที่ 19 ต.ค. ช่วงเช้า เวลา 9.00 -11.30 น.สอบ บทที่ 1-5
วันที่ 19 ต.ค. ช่วงบ่าย Present  งานกลุ่ม หน้าชั้นเรียน บท 6,7และ8
วันที่ 26 ต.ค. เรียน บทที่ 9 และ 10  งานกลุ่ม Present หน้าชั้นเรียน
    วันที่ 26 ต.ค.57 ช่วงบ่าย สอบ บทที่  6-10 ครับ
      

วันศุกร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2557

ความแตกต่างของคน(บุคลิกภาพ)

      ความแตกต่างของคนบุคลิกภาพ)
                    คนเราไม่มีทางมีความสุข หากยึดเอาตัวเองเป็นหลักในการมองปัญหา เรามักอยากให้คนอื่นมองจากมุมมองที่เรามองเพื่อที่เขาจะคิดและทำอย่างที่เราทำ แต่นั้นไม่ใช้หนทางที่ถูกต้อง คนเราล้วนแตกต่างด้วยพื้นฐานทางพันธุกรรม การอบรมเลี้ยงดู วงจรชีวิตการพบเห็นประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามา หากเราคอยหวังให้คนอื่นคิดและทำเหมื่อนเรา เราคงไม่มีทางมีความสุขได้

วันพฤหัสบดีที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2557

อาหาร 10 อย่าง ควรกินหลังออกกำลังกาย

อาหาร 10 อย่าง ควรกินหลังออกกำลังกาย
http://www.manager.co.th/images/blank.gif



       หลายคนที่ลดน้ำหนักอาจเข้าใจผิดไปว่า หลังออกกำลังกายแล้วนั้นไม่ควรรับประทานอาหารใดๆ ทั้งสิ้นเพราะจะทำให้ยิ่งอ้วน แต่หารู้ไม่ว่าช่วงหลังออกกำลังกายนี่แหละเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายต้องการอาหารอย่างเช่น น้ำ โปรตีน และคาร์โบไฮเดรตอย่างยิ่ง ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อนำไปใช้ซ่อมแซม ลดการสึกหรอและเสริมสร้างกล้ามเนื้อนั่นเอง
      
       เรามาดูอาหารที่ควรรับประทานหลังออกกำลังกายกันดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง แต่ก่อนที่จะรับประทานอะไรเข้าไปก็ต้องขึ้นอยู่กับปริมาณแคลอรีที่คุณได้รับเข้าไปต่อวันด้วยนะ เอาเป็นว่าไม่มากไปไม่น้อยไปดีที่สุด ที่สำคัญควรรับประทานอาหารหลังออกกำลังกายเสร็จแล้ว 30 นาทีขึ้นไปเพื่อจะได้ไม่เป็นภาระของร่างกายกันนะจ๊ะ

        
1.ไข่  โปรตีนและคาร์โบไฮเดรตเป็นอาหารที่ดีโดยเฉพาะกับผู้ที่ชอบออกกำลังกาย ซึ่งไข่ใบเล็กๆ ที่เราเห็นอยู่นั้นอุดมไปด้วยโปรตีนถึง 6.3 กรัม อีกทั้ง 1 ฟองยังมีเพียง 70 แคลอรีเท่านั้นเอง เรียกได้ว่าไข่เป็นหนึ่งในอาหารจากธรรมชาติที่ดีอย่างยิ่ง จึงไม่แปลกใจเลยที่เรามักเห็นผู้ที่ควบคุมน้ำหนักหรแม้แต่นักเพาะกายชอบกินไข่กันนักหนา มีแต่ประโยชน์ล้วนๆ แบบนี้จะพลาดได้ยังไงกัน
http://www.manager.co.th/images/blank.gif
  2. น้ำส้ม นอกจากคุณจะได้รับวิตามินซีในน้ำส้มคั้นแล้ว คุณยังจะได้รับโพแทสเซียมอีกด้วย ซึ่งสามารถช่วยให้ร่างกายสดชื่นขึ้นได้ น้ำส้มคั้นสดจึงเป็นสิ่งที่ควรดื่มหลังออกกำลังกายเช่นกัน

  3. กล้วย จัดเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงอย่างยิ่งเพราะอุดมไปด้วย โปรตีน, คาร์โบไฮเดรต, ฟอสฟอรัส, ธาตุเหล็ก, วิตามินเอ อีกทั้งยังมีแมกนีเซียม ที่สำคัญนั้นคาร์โบไฮเดรตในกล้วยสามารถดูดซึมได้อย่างรวดเร็วเมื่อรับประทานเข้าไปหลังออกกำลังกายจึงสามารถช่วยสร้างกล้ามเนื้อและฟื้นฟูร่างกายได้ดีมาก 
http://www.manager.co.th/images/blank.gif
 4. ปลาแซลมอน การรับประทานปลาแซลมอนนั้นร่างกายไม่เพียงแต่จะได้รับโปรตีนเท่านั้น แต่ทว่ายังได้รับสารโอเมก้า 3 อีกด้วย ซึ่งสารโอเมก้า 3 ที่พบในปลาแซลมอนนั้นยังสามารถช่วยสร้างกล้ามเนื้อและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของกล้ามเนื้อให้มากขึ้นอีกด้วย
http://www.manager.co.th/images/blank.gif
  5.บลูเบอร์รี จัดเป็นผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ค่อนข้างสูงมากทีเดียว ซึ่งมีงานวิจัยออกมาว่าบลูเบอร์รีสามารถช่วยเพิ่มอัตราการฟื้นตัวหลังจากออกกำลังหนักๆ ได้
http://www.manager.co.th/images/blank.gif
  6. ถั่วและผลไม้อบแห้ง หากคุณเกิดอยากกินขนมขบเคี้ยวหลังออกกำลังกายขึ้นมาล่ะก็ นึกถึงถั่วและผลไม้อบแห้งไว้เป็นอันดับแรกเลย เพราะเนื่องจากว่าทั้งสองสิ่งที่เรากล่าวถึงอยู่นี้มีโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นหลังออกกำลังกายคุณควรจะกินสิ่งเหล่านี้สักหนึ่งหรือสองกำมือ ซึ่งถั่วที่มีประโยชน์ต่อการสร้างกล้ามเนื้อมากที่สุดนั่นก็คือถั่วเหลือง เพราะครึ่งถ้วยมีโปรตีนถึง 34 กรัมเชียวล่ะ
http://www.manager.co.th/images/blank.gif
  7. สับปะรด ถือได้ว่าเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง อีกทั้งในสับปะรดยังมีสารบรอมีเลน (bromelain) ซึ่งสารนี้นอกจากจะช่วยย่อยโปรตีนได้แล้วยังสามารถช่วยต้านการอักเสบรักษาอาการฟกช้ำและเคล็ดขัดยอกได้ดีทีเดียว ที่สำคัญวิตามินซีในสับปะรดยังเป็นองค์ประกอบสำคัญในการช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อได้อีกด้วย 
http://www.manager.co.th/images/blank.gif
  8. มันเทศ ถือว่าเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีเลิศเชียวล่ะ ในมันเทศประกอบไปด้วยวิตามินต่างๆ มากมาย อาทิ วิตามิน B6, วิตามิน C, วิตามิน D, แมกนีเซียม, โพแทสเซียม และคาร์โบไฮเดรต เหมาะอย่างยิ่งที่จะนำมารับประทานหลังออกกำลังกาย
   9. กีวี เป็นผลไม้อีกหนึ่งชนิดที่อุดมไปด้วยวิตามินซีและโพแทสเซียม มีส่วนช่วยต้านอนุมูลอิสระ สามารถซ่อมแซมกล้ามเนื้อภายหลังการออกกำลังกายได้ดีไม่แพ้อาหารชนิดอื่นๆ เลยล่ะ   
10.น้ำเปล่า ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นอาจเกิดขึ้นได้หลังจากที่เราออกกำลังกาย ดังนั้นเพื่อเรียกความสดชื่นกลับคืนมา หลังออกกำลังกายให้สังเกตดูว่าน้ำหนักตัวนั้นหายไปเท่าไหร่ หากหายไปเท่าไหร่
ให้ดื่มน้ำกลับไปเท่านั้น ซึ่งปริมาณน้ำที่แนะนำให้ดื่มหลังออกกำลังกายนั่นก็คือ 2-3 แก้วนั่นเอง
     (ที่มา ข้อมูล http://www.buzzfeed.com)