วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

การบูรณาการงานวิจัยกับการเรียนการสอน

การบูรณาการงานวิจัยกับการเรียนการสอน
รายวิชา การวิเคราะห์เชิงปริมาณ
โดย ดร.สุรางค์ บุญยะพงศ์ไชย

จากการจัดโครงการเรื่อง  การพัฒนาบุคลากร คณะบริหารธุรกิจ ด้านวิชาการ  ด้านจรรยาบรรณ  ด้านเทคนิคการสอนและการวัดผล  เป็นโครงการที่สอดคล้องกับงานประกันคุณภาพการศึกษา ตัวบ่งชี้ที่ 2.4  : ระบบการพัฒนาคณาจารย์และบุคลากรสายสนับสนุน ซึ่งจะเห็นได้ว่าการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษานั้น  ปัจจัยสำคัญอยู่ที่การพัฒนาครูให้มีสมรรถนะได้ตามมาตรฐาน   โดยแนวทางการพัฒนา คือ การฝึกอบรมตามความต้องการจำเป็นอย่างเป็นระบบ  มีงบประมาณ มีแผนที่จะสามารถปฏิบัติตามแผน  ซึ่งแต่ละสถานศึกษาก็จะมีแผนที่แตกต่างกันไปตามความต้องการจำเป็นและงบประมาณ  แต่ผลที่สุดก็จะทำให้เกิดการพัฒนาคุณภาพของครูของสถานศึกษานั้นๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  ดังนั้นในฐานะที่เป็นผู้หนึ่งที่ปฏิบัติงานอยู่ในสถานศึกษาระดับอุดมศึกษา ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา  ซึ่งครูมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ในการพัฒนาเยาวชน ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าของชาติให้เป็นบุคคลที่มีสมรรถนะในการทำงานเพื่อพัฒนาประเทศให้สามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้  จึงสนใจที่จะวิจัยความต้องการจำเป็นตามสมรรถนะครูเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อให้สถานศึกษาได้นำไปประยุกต์ใช้ในการจัดทำแผนพัฒนาบุคลากรที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาสมรรถนะครูที่สอดคล้องกับความต้องการจำเป็นที่แท้จริง ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาและของชาติต่อไป
งานวิจัยเรื่อง  ศึกษาวิจัยความต้องการจำเป็นตามสมรรถนะครูเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน สามารถนำมาใช้กับการเรียนการสอนในรายวิชา วิเคราะห์เชิงปริมาณ  รหัสวิชา  110-204  กล่าวคือ  ในงานวิจัยนี้เป็นความพยายามในการหาข้อมูลในเชิงตัวเลขจากสมรรถนะหลายๆ ด้านของครู  แล้วนำตัวเลขนั้นมาคีย์ในโปรแกรมสำเร็จรูป และเมื่อโปรแกรมประมวลผลให้จึงนำตัวเลขดังกล่าวมาวิเคราะห์  ซึ่งการวิเคราะห์แบบนี้ เรียกว่าเป็นการวิเคราะห์เชิงปริมาณได้อีกรูปแบบหนึ่ง 
           โดยผู้สอนรายวิชาวิเคราะห์เชิงปริมาณ  ได้ใช้วิธีการจากการดำเนินงานวิจัยจนถึงขั้นตอนการวิเคราะห์ มาสอนเพิ่มในเนื้อหาบทเรียน  อีกทั้งบอกถึงสาเหตุ และประโยชน์ที่ต้องมีการวิเคราะห์เชิงปริมาณเพื่อให้ทราบข้อมูลที่เป็นรูปธรรม สามารถตรวจสอบได้   วัดได้ตามจริง เพื่อใช้ประโยชน์ในการปรับปรุง หรือพัฒนาองค์กร หรือบริษัทฯ  ซึ่งในการวิเคราะห์เชิงปริมาณ ในแต่ละหน่วยงาน แต่ละธุรกิจ แต่ละแผนก จะมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไป เช่น ต้องการวิเคราะห์เพื่อการพัฒนาบุคลากรในหน่วยงานตนเอง   หรือเพื่อต้องการหาวิธีการให้ได้กำไรสูงสุดตามนโยบาย  หรือเพื่อหาวิธีให้ได้ต้นทุนต่ำสุด (เช่นการส่งมอบงานให้ลูกค้า  หรือการหาแหล่งวัตถุดิบที่ใกล้ และเหมาะสม)   หรือเพื่อหาจุดบกพร่องที่เป็นสาเหตุทำให้การดำเนินการในหน่วยงานของเราไม่เป็นไปตามนโยบาย  เป็นต้น

ในการสอดแทรกเนื้อหาบทเรียนในครั้งนี้  จากงานวิจัยได้เพื่อเติมการวิเคราะห์เชิงปริมาณ จากเนื้อหาทฤษฎีที่ต้องศึกษาอยู่แล้ว ได้แก่   North West Corner  Theory    Hungarian  Theory   ทฤษฎีการพยากรณ์   และทฤษฎีอื่นๆ   เพิ่มเติมโดยใช้ค่าสถิติอื่น เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์เชิงปริมาณ เช่น  ค่าเฉลี่ย  ค่าการวิเคราะห์การถดถอย 

การแต่งกายให้เหมาะสมคนรูปหน้าใหญ่

               การแต่งกายให้เหมาะสมคนรูปหน้าใหญ่
                            คนรูปหน้าใหญ่
                     มีกรามใหญ่หรือกระดูกหน้าใหญ่ หน้ากับตัวเป็นส่วนที่ใกล้ชิดกันมาก ถ้าหน้าใหญ่ นอกจากจะทำผมช่วยแล้วจะใช้เสื้อช่วยโดยการแต่งตัวเสื้อให้เต็มที่ เช่น คอตั้ง คอระบายหรือมีโบว์ได้เต็มที่ บางคนคิดผิดว่า ถ้าหน้าใหญ่ใส่เสื้อแต่งมกจะทำให้ดูใหญ่เข้าไปอีกซึ่งเป็นความคิดที่ผิด ไหลตั้ง ใส่เสื้อแขนล้ำได้สวยมาก สังเกตว่าไหล่ใหญ่กับไหลตั้งไม่เหมือนกัน ไหล่ตั้งมักจะผอม อก เล็ก ถ้าจะใส่เสื้อมีแขนต้องให้รอยต่อของแขนบริเวณหัวไหล่ล้ำเข้ามามากกว่าไหล่จริง หรือถ้าใส่เสื้อแบบมีแขนไม่ต่อไหลก็ให้ใช้สีเข้มและเทคนิคการตัดเข้าช่วย ใช้ผ้าหนา ไหล่ใหญ่และอกใหญ่ ใช้สีเข้มดีที่สุด ผ้านิ่มเนื้อจอร์เจีย ชีพอง เครฟหรือผ้าป่าน

การแต่งกายให้เหมาะสมตามรูปร่างคนรูปหน้าเล็ก

—การแต่งกายให้เหมาะสมตามรูปร่างคนรูปหน้าเล็ก
  คนรูปหน้าเล็ก

            เสื้อเป็นแบบเรียบไม่มีปก ท่อนเสื้อซึ่งอยู่ใกล้กับหน้าที่สุดควรให้เรียบ ที่ว่าเรียบคือ ไม่มีปกที่ระบายจนดูตัวใหญ่ ไม่ให้มีสิ่งดึงดูดความสนใจในส่วนบน เพราะจะข่มหน้าให้ดูเล็กลงไปอีก ถ้าจะเล่นแบบควรเล่นแบบที่กระโปร่งยึดหลักว่าข้างบนเรียบแต่งด้านล่าง

การแต่งกายให้เหมาะสมรูปร่างคนผอม

   —การแต่งกายให้เหมาะสมตามรูปร่างคนผอม
               คนผอม
 1. ใช้เสื้อคอสูงหรือแคบแนบคอ ถ้ามีปกใช้ปกกว้างมากๆ แขนสามส่วนดีกว่าแขนสั้น
2. อย่าใช้ชุดรัดตัว ผ้าลายขวางดีกว่าผ้าลายยาว
 3. ใช้เสื้อจีบหรือพองส่วนนอก
 4. บังส่วนเอวที่เล็กด้วยผ้าคาดเอวหรือเข็มขัดแถบใหญ่
 5. กระโปร่งจีบพองอย่าให้สั้นมากไป
 6. ใช้เครื่องประกอบการแต่งกายค่อนข้างใหญ่ เช่น กระเป๋า รองเท้า เข็มขัด ต่างหู
7. ไม่จำเป็นต้องสวมรองเท้ามีส้นเสมอไป

การแต่งกายให้เหมาะสมตามรูปร่างแต่ละแบบคนสูงและคนอ้วน

—การแต่งกายให้เหมาะสมตามรูปร่างแต่ละแบบ
             คนสูง
1. คอเสื้อปกสูง ปกเสื้อกว้าง
2. เน้นส่วนเอวให้เด่นด้วยสีสด หรือเข็มขัดผ้าพันเอวใหญ่
3. ใช้กระโปร่งแนบสะโพก มีเสื้อตัวยาวคลุมสะโพกจะดูดี
4. ชายกระโปร่งต่ำกว่าเข่า

—การแต่งกายให้เหมาะสมตามรูปร่างแต่ละแบบ
    —คนอ้วน
1. อย่าใช้ปกเสื้อสูงใช้คอแหลม
2. ใช้สีแก่หรือคล้ำ ถ้ามีลายให้ใช้ลายเล็กแคบสีเดียวกันหมด
3. อก เอว แขน เรียบไม่สะดุดตา ใช้เข็มขัดเส้นเล็กหัวเข็มขัดหุ้มผ้าสีเดียวกับเสื้อผ้าเพื่อไม่ให้สะดุดตา
 4. ใช้ชุดสองท่อนเสื้อปล่อยรอบเอวกระโปรงตรงอย่าใช้เสื้อตึงแนบตัว
5. ชายกระโปร่งต่ำกว่าเข่าเสมอ 

การแต่งกายให้เหมาะสมตามรูปร่างแต่ละแบบ

  การแต่งกายให้เหมาะสมตามรูปร่างแต่ละแบบ
       คนเตี้ยรูปร่างเล็ก
          1. ใส่เสื้อคอวี ถ้าเตี้ยมากไม่ควรสวมสร้อยคอ
          2. แบบเสื้อเรียบที่สุดโดยเฉพาะบริเวณอกอย่าเสริมไหล่เสื้อที่แขนพองที่หัวไหล่
         3. เอวเรียบ ถ้าจำเป็นต้องใช้เข็มขัดให้ใช้เล้นเล็กมากๆ
         4. เสื้อกระโปร่งชนิดปล่อยทิ้งแนบตัว
         5. ใส่รองเท้าส้นสูงเสมอ
         6. ชายกระโปร่งสั้นหน่อย

         7. พยายามใช้ผ้าพื้น ถ้ามีลายหรือดอกให้ใช้ลายเล็กๆ

ลักษณะของเด็กที่ปรับตัวไม่ได้ (สิ่งมีชีวิต)

             ลักษณะของเด็กที่ปรับตัวไม่ได้ 
1. มีความวิตกกังวลใจ ใบหน้าแสดงความทุกข์ 
2. เกาะติดกับคนอื่นๆ ไปไหนมาไหนคนเดียวไม่ได้ 
3. ไม่มีความสุข 
4. มีปัญหาในการเรียนและการทำงานเพราะขาดสมาธิและไม่มีเหตุผล 
5. มีปัญหาในการรับประทานและการนอน 
6. แสดงพฤติกรรมผิดปกติ เช่น ดื้อ ร้องไห้บ่อย ละเมอ ตกใจง่าย ๚ล๚
7. มีอาการทางกายเมื่อเวลากังวลใจ เช่น ปวดศีรษะ ปวดท้อง หายใจไม่ออก หอบหืด ตาพร่ามัว พูดไม่ชัด ฯลฯ 
 8.ไม่มีความตั้งใจ การเรียนไม่ดี 
 9. มีลักษณะร้อนรน แสดงอาการกระวนกระวาย ไม่อยู่นิ่ง
10. ใจลอย เหม่อ ไม่สนใจใครไม่ค่อยมีเพื่อน